พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เพราะความไม่รู้ว่า...
ตนเองเป็นใคร
มาจากไหน
ใครให้มาเกิด
มาเกิดเป็นมนุษย์อยู่บนโลกนี้กันทำไม
มาเกิดแล้วมีหน้าที่จะต้องทำสิ่งใดบ้าง
สิ่งใดที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่จะต้องทำบ้าง
เมื่อท่านไม่รู้คำตอบที่เป็นความจริงเหล่านี้
ทำให้วิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตผิดพลาด
ไม่ต่างจากลูกจ้างที่เป็นพนักงานบริษัท
เมื่อนายจ้างรับเข้าทำงานในบริษัทแล้ว
ตัวเขาไม่รู้ว่าตนเองเป็น “ลูกจ้าง”
ที่นายจ้างคัดเข้าไปเพื่อให้รับจ้างทำงานให้
โดยแลกกับผลตอบแทนตามตำแหน่งงานนั้น
ไม่ได้ให้เข้าไปเดินเล่นหรือทำงานฟรีๆ
แต่ตนมีฐานะเป็นลูกจ้างที่ได้รับโอกาสนั้น
ไม่ต่างจากลูกจ้างบริษัท
ที่ยังไม่รู้เลยว่าตนมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง
เมื่อไม่รู้หน้าที่ของตนแล้วย่อมทำงานไม่ได้
สนองความต้องการของนายจ้างก็ไม่ได้
การใช้ชีวิตอยู่ในบริษัทนั้นจึงสะเปะสะปะ
เวลาทำงานแต่ละวันจึงเหมือนเข้าไปเดินเล่น
ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะเป็นผลงานได้
นอกจากจะไม่รู้หน้าที่ของตนแล้ว
ลูกจ้างคนนั้นยังกลับทำในสิ่งไม่ควรทำ
ขณะดำรงตนอยู่ในฐานะลูกจ้างบริษัทอีกด้วย
โดยเฉพาะกิจกรรมบ่อนทำร้ายทำลายบริษัท
ไม่ว่าจะเกิดจากสันดานไม่ดีหรือไม่มีสติก็ตาม
บางคนทำตัวเป็นมอดไม้ที่กัดกินที่อยู่ตนเอง
กินอย่างเพลิดเพลินจนไม้ข้างในเป็นโพรง
ในที่สุดก็ต้องทิ้งไม้ที่ตนอยู่ที่ผุพังแล้วนั้นไป
เพื่อโยกย้ายฐานถิ่นบินไปหาที่อยู่ใหม่กันต่อ
ประเภทอยู่ที่ไหนฉิบหายที่นั่น
ท่านรู้หรือไม่ว่ามนุษย์กับโลกนี้ก็เช่นกัน
ถ้าพวกท่านไม่มีความรู้ที่ถูกต้องตรงจริงว่า
ตัวท่านคือจิตวิญญาณผู้มาเกิดนี้เป็นใคร
จิตวิญญาณของท่านเองนั้นมาจากไหน
ใครอนุญาตให้จิตวิญญาณของท่านมาเกิด
มาเกิดแล้วท่านมีหน้าที่จะต้องทำอะไรบ้าง
จะต้องทำหน้าที่นั้นๆให้สำเร็จกันอย่างไร
ท่านมีเวลาในการทำหน้าที่กันนานสักเท่าใด
ตัวอย่างคำถามมากมายทั้งหลายเหล่านี้
ใครไม่รู้คำตอบหรือไม่ศึกษาเรียนรู้เพื่อให้ได้รู้
จะประกาศว่าตนเป็นผู้บรรลุธรรมยังไม่ได้นะ
เพราะคำถามทั้งหมดนั้น
มันจะนำท่านไปสู่คำตอบที่ถูกต้องตรงจริงได้
ด้วยสัจธรรมคำสอนของพระศาสดาที่แท้จริง
มิใช่คำสอนที่ถูกบิดเบือนหรือเปื้อนความเท็จ
กับสัจธรรมที่ท่านเข้าใจธรรมชาติด้วยปัญญา
ซึ่งจะเป็นความจริงในระดับ โลกียะธรรม
กับความจริงระดับที่สูงกว่าคือ โลกุตรธรรม
แต่ทว่าความจริงในระดับสูงสุด
จากคำถามตัวอย่างข้างต้นที่เรานำเสนอไว้นั้น
จะเป็นความจริงในระดับขั้นที่สูงกว่านั้นไปอีก
ซึ่งมนุษย์จะต้องรับรู้และรับฟังจากพระศาสดา
ผู้เสด็จมาจากพระบิดาแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น
เพราะพระองค์ทรงกล่าวสัจธรรมที่ได้รับสื่อมา
จากองค์พระเจ้าผู้ทรงให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง
จึงเข้าถึงเบื้องหลังของจิตวิญญาณของท่านได้
เหมือนพ่อแม่เท่านั้นที่รู้ความจริงทุกสิ่งของลูก
ตั้งแต่ในท้องจนคลอดแล้วจึงจำได้หมายรู้เป็น
สัจธรรมความจริงที่มีอยู่จริงในลักษณะนี้
ซึ่งตนเองไม่อาจสามารถจะล่วงรู้เองได้
จิตจักรวาลจัดว่าเป็นสัจธรรมขั้น #อนุตรธรรม
นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่าทำไมพระศาสดาของโลก
จึงมีอยู่ด้วยกันถึงสองประเภทดังนี้ คือ
1.พระศาสดาที่เกิดจากโลกเอง
เช่น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
2.พระศาสดาที่มาจากพระเจ้า
เป็นผู้ที่จิตวิญญาณเดินทางข้ามมิติเข้ามาเกิด
เพื่อทำหน้าที่กล่าวพระโอวาทในนามพระเจ้า
ต่อมวลมนุษย์โลกทั้งหลายในยุคที่สำคัญ
เป็นการจำเพาะกาลเท่านั้น
สำหรับพระศาสดาที่เสด็จมาจากพระเจ้านี้
พระองค์ทรงเรียกว่า “พระบุตรเอก”
คำว่า “พระบุตรเอก” นี้มิได้หมายความว่า
ทรงเป็นบุตรของพระเจ้าแค่เพียงคนเดียวนะ
แต่มนุษย์โลกล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าทั้งสิ้น
จงอย่าเข้าใจผิดหรือเชื่อกันผิดๆอีกเลย
เพราะจิตวิญญาณแก่นแท้ของพวกท่านนั้น
ล้วนเป็นพระเจ้าทรงให้กำเนิดกันทุกรูปธรรม
ล้วนเป็นพระองค์ส่งลงมาเกิดในเอกภพทั้งสิ้น
แต่คำว่าพระบุตรเอกนั้น
ทรงหมายถึงพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์
ของผู้ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ในฐานะดังกล่าว
ในยุคนั้นจะมีเพียงรูปธรรมเดียวเท่านั้นเอง
เช่น พระเยซู กับ ท่านการ์ดี เป็นต้น
ทั้งสองทรงเป็นพระจิตวิญญาณดวงเดียวกัน
แต่ก็เสด็จมาจุติคนละยุคกันนั่นแหละ
ที่ผ่านมามี #คนสอนธรรม เกิดขึ้นมากมาย
ในขณะที่ส่วนใหญ่จะ #สอนทำ เสียมากกว่า
ท่านทั้งหลายจงเข้าถึงสัจธรรมความจริง
ในประเด็นที่เรายกตัวอย่างไว้ข้างต้นนั้นเถิด
การแบ่งแยกศาสนาแบ่งสัจธรรมจะไม่เกิดขึ้น
ท่านจึงจะบรรลุธรรมอันประเสริฐกันได้
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
30/01/2569