พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งจิตวิญญาณของเราถือติดตัวมาทำในชาตินี้
นั่นคือการมาประกาศให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า
บัดนี้โลกได้ถึงกาลสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
ใครที่เป็นมนุษย์จักต้องนำพาดวงจิตวิญญาณ
ผู้เป็นตัวตนแก่นแท้ของตนหลุดพ้นกลับบ้าน
ตามที่ให้สัจจะต่อพระบิดาแห่งจิตวิญญาณไว้
ก่อนจะเดินทางข้ามมิติมาเกิดเป็นมนุษย์โลก
ตั้งแต่ภพชาติแรกนั่นแล้ว
ผู้ต้องทำหน้าที่นำพาจิตวิญญาณกลับบ้าน
ก็คือ “จิตหยาบ” หรือจิตสามนึกในชาติปัจจุบัน
ขณะได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นมนุษย์นี่แหละ
คำว่า “บ้าน” หมายถึงบ้านเกิดในแดนสุญตา
เป็นบริเวณ “พระนิเวศน์ที่ประทับของพระเจ้า”
เรียกว่าสนามพลังงานสากลนอกระบบเอกภพ
ซึ่งจิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนล้วนมาจากที่นั่น
โลกเสรีนี้จึงมิใช่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน
จิตวิญญาณท่านมาจากไหนก็ต้องกลับไปที่นั่น
ไม่ต่างจากการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกานั่นเอง
เราขอเตือนท่านทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้ายว่า
บัดนี้มนุษย์กับโลกได้สิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
จิตหยาบของพวกท่านแต่ละคนขณะมีชีวิตอยู่
จักต้องพาจิตวิญญาณแก่นแท้กลับบ้านกันแล้ว
“กลับบ้าน” ก็คือหลุดพ้นออกไปจาก “เอกภพ”
ที่เป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ของพระเจ้านี้
ตามที่จิตวิญญาณของท่านได้ให้สัจจะเอาไว้
ตั้งแต่ชาติแรกก่อนเข้ามาทำหน้าที่ค้ำจุนโลก
ท่านทั้งหลายได้ให้สัจจะต่อพระองค์เอาไว้ว่า
จะอาสาเข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่ในระบบโลก
นานหนึ่งยุคคือ “หกหมื่นปีโลก” แล้วกลับบ้าน
เพื่อเปิดโอกาสให้จิตวิญญาณจากฝั่งฟ้าสีคราม
คือแดนสุญตาที่เป็นชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่อ
ในลักษณะ การเปลี่ยนผ่าน อย่างแนบเนียน
แต่เรากลับพบว่าการเปลี่ยนผ่านที่แนบเนียนนั้น
มันเป็นความจริงไปไม่ได้ตามที่หมายเอาไว้แล้ว
เพราะเหตุว่ามนุษย์ได้ทำให้โลกนี้เสียสมดุลไป
จนยากเกินการแก้ไขเยียวยากันง่ายๆเสียแล้ว
การเปลี่ยนผ่านจากโลกยุคพลังงานเก่า
เพื่อเข้าสู่โลกยุคพลังงานใหม่อย่างแนบเนียน
จึงเป็นความจริงได้ค่อนข้างยากยิ่งนัก
ทำให้ การพิพากษามนุษย์กับโลก ที่รุนแรง
ด้วยภัยธรรมชาติอันเกิดจากมนุษย์ก่อขึ้นเอง
กับภัยพิบัติที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
ต้องเกิดพร้อมกันคู่กันไปแบบพระตีกลองเพล
ทำให้ผู้คนล้มตายกับผู้ที่จิตวิญญาณแตกสลาย
ทั้งเกาะหายและแผ่นดินก็หายจากแผนที่โลก
ซึ่งโลกไม่เคยเกิดภัยร้ายแบบนี้มาก่อนเลย
เราจะบอกความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
นอกจากภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นให้ได้เผชิญ
เพราะมนุษย์ทำให้ระบบโลกเสียสมดุลแล้ว
มนุษย์ยังต้องผจญภัยพิบัติรุนแรงอีกมากมาย
ที่เป็นภัยร้ายซึ่งช่างเทคนิคของพระเจ้าลงแซ่
พระเยซูทรงใช้คำว่า วันพิพากษา นั่นแหละ
โดยวันพิพากษาดังกล่าวนั้นนาน “แปดราตรี”
ถ้านับตามวันเวลาโลกแล้วจะนานถึง 56 วัน
ระหว่างวันพิพากษาด้วยมหันตภัยที่ว่านั้น
โลกจะมืดนานทั้งห้าสิบหกวันไม่มีสว่างเลย
ดวงดาวบนฟ้าจะหายตัวไป
หมู่เกาะน้อยใหญ่และขุนเขาที่เคยสูงเสียดฟ้า
เมื่อครบแปดราตรีแล้วจะพบว่ามันหายไป
แผนที่โลกจะมีพื้นที่สีแดงบวกลบ 20%
ตามที่เราได้ขีดเขียนเอาไว้ให้เห็นล่วงหน้า
เมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมานั้นเรียบร้อยแล้ว
ผู้ที่จะได้ชื่อว่าเป็น “ผู้รอด”
คือผู้คนที่มีคุณสมบัติสำคัญดังต่อไปนี้ คือ
1.ผู้ที่จำพระบิดาแห่งจิตวิญญาณได้
2.ผู้ที่ปฏิบัติตนเป็นคนดีมีศีลธรรมอย่างชัดเจน
3.ผู้ที่ใช้จิตสามนึกแห่งการเป็นมนุษย์เป็น
4.ผู้ที่คนตนเองเป็นมนุษย์ได้โดยหมุนธรรมจักร
5.ผู้ที่รู้ธรรมแล้วรู้ทำ...
ขอให้ทุกท่านปฏิบัติตนเพื่อเป็นผู้รอดเถิด
จงจำไว้ว่า “ผู้รอด” จะได้จากการปฏิบัติทำ
มิใช่ได้จากการ ร้องขอ ตามที่ผีโสโครกสอน
ซึ่งพวกท่านถนัดทำตามจนกลายเป็นคนขี้ขอ
โดยขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ขอจากตัวเองเลย
ทั้งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็คือตัวท่านเอง
ท่านจงอย่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ที่ทำให้วันพิพากษาโลกเพื่อการเปลี่ยนยุค
ให้กลายเป็นวันล้างไพ่จักรวาล
ตามที่ผีโสโครกปล่อยข่าวมาหลอกท่าน
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
Punya Visudhi
16/01/2569