พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
การเป็นอรหันต์หรือเป็นพระอรหันต์ได้นั้น
ไม่ว่าจะเป็นอรหันต์ชั้นโสดาบันหรือชั้นใดก็ตาม
เมื่อท่านตายไปจากการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว
มันมิใช่จุดจบหรือจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งอย่าง
ของท่านผู้เลือกจะเป็น “นักรบแห่งแสงสว่าง”
ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่าเป็น #นักบวช
อย่างที่หลายคนยังเชื่อกันแบบนั้นอยู่
พวกนักบวชหรือคนชอบธรรมทั้งหลาย
จะเชื่อว่าสภาวะของจิตวิญญาณที่เป็นแบบนี้
เป็นตัวบ่งชี้ว่ามันคือจุดสิ้นสุดของชีวิตแล้ว
เพราะเป็นการตายที่จิตวิญญาณของคนผู้นั้น
หายตัวไปจากการเวียนว่ายตายเกิดยาวนาน
นานเสียจนโลกลืมกันไปเลยทีเดียว
สภาวะของการตายในแบบที่ว่านี้
พวกนักบวชและคนส่วนใหญ่จะเข้าใจกันว่า
เป็นการสิ้นสุดของชีวิตของคนผู้นั้นแล้ว
ซึ่งเชื่อว่าจิตวิญญาณของคนผู้นั้นนิพพานแล้ว
นั่นคือนิพพานจากการเวียนว่ายตายเกิด
หมายถึงนิพพานจากการมีสังสารวัฏได้แล้ว
โดยมองแค่ว่าจิตวิญญาณนั้นไม่กลับมาเกิดอีก
อันหมายถึงเป็นผู้หายตัวไปจากโลกนั่นเอง
เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
จิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ของมนุษย์ทุกคน
เป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีอัตตาตัวตนอยู่
เป็นพลังงานที่นักวิทยาศาสตร์ก็รู้ดีอยู่ว่า
ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่มีอัตตาหรือเป็นอนัตตา
#พลังงานนั้นจะสูญสลายหายไปไหนไม่ได้
ถ้าจิตวิญญาณของท่านตายไปจากโลกนี้
แล้ว “หลุดลอย” ไปติดค้างอยู่บนสวรรค์มายา
จึงเป็นเพียงหายตัวไปจากภพภูมิโลกนี้เท่านั้น
ขณะที่ตัวตนแท้จริงก็ยังคงดำรงอยู่อย่างเดิม
แต่ย้ายจากโลกไปดำรงอยู่ที่สวรรค์มายาแทน
จึงยังมิใช่การสิ้นสุดภารกิจของจิตวิญญาณนั้น
หรือถือเป็นการนิพพานของจิตวิญญาณไม่ได้
การตายจากการเป็นมนุษย์ของจิตวิญญาณ
แล้วลอยผ่านชั้นเทพเทวดาของสวรรค์มายา
ไปหยุดอยู่ที่สวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งในหกชั้นนั้น
ก็ไม่ต่างจากมวลเมฆซึ่งเป็นไอน้ำจากพื้นโลก
ที่ระเหยแล้วลอยขึ้นไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน
เมฆที่เบากว่าจะลอยในชั้นที่สูงกว่าใครเพื่อน
เมฆที่มีน้ำหนักมวลมากจะลอยในชั้นที่ต่ำกว่า
อย่างเช่นกรณีที่เป็นเมฆฝนซึ่งมีความชื้นสูง
จะเป็นเมฆสีเทาดำที่ลอยอยู่ต่ำสุดนั่นแหละ
สวรรค์มายาตาม #ความเชื่อ ของมนุษย์นั้น
จะมีอยู่ด้วยกันรวมทั้งสิ้น 6 ชั้นดังต่อไปนี้คือ
สวรรค์ชั้นที่หนึ่ง
เป็นสวรรค์ชั้นที่เรียกว่า “จาตุมหาราชิกา”
ของประดาพวกที่ถูกสมมติว่าเป็น “เทพเทวดา”
จึงลอยขึ้นไปติดค้างกันอยู่ตรงนั้น
สวรรค์ชั้นที่สอง
คือสวรรค์ชั้น “ดาวดึงส์” หรือ “ไตรตรึงษ์”
เป็นสวรรค์มายาชั้นที่ประดาจิตวิญญาณมนุษย์
จำพวกที่ถูกสมมติกันว่าเป็น “พระอินทร์”
จึงลอยขึ้นไปติดค้างกันอยู่ตรงนั้น
สวรรค์ชั้นที่สาม
คือสวรรค์ชั้น “ยามา”
เป็นสวรรค์มายาชั้นที่ประดาจิตวิญญาณมนุษย์
จำพวกที่บ้าบุญซึ่งหมกมุ่นกับการปฏิบัติธรรม
ที่มีผลกรรมติดตัวน้อยกว่าพวกสวรรค์ชั้นสอง
จึงลอยขึ้นไปติดค้างกันอยู่ตรงนั้น
สวรรค์ชั้นที่สี่
คือสวรรค์ชั้น “ดุสิต”
เป็นสวรรค์มายาชั้นที่ประดาจิตวิญญาณมนุษย์
ซึ่งเป็นพวกที่ปรารถนาจะเป็น #พระโพธิสัตว์
ขณะเป็นมนุษย์รักจะช่วยโลกช่วยเพื่อนมนุษย์
จึงลอยขึ้นไปติดค้างกันอยู่ตรงนั้น
สวรรค์ชั้นที่ห้า
คือสวรรค์ชั้น “นิมมานนรดี”
เป็นสวรรค์มายาชั้นที่ประดาจิตวิญญาณมนุษย์
เมื่อเห็นคนอื่นเขาทำบุญสุนทานแล้วได้รับผลดี
ก็เลยอยากทำบุญแบบนั้นเพื่อหวังจะได้ดีบ้าง
อยากจะทำตามแบบอย่างของพวกเขาบ้าง
โดยจะเป็นพวกที่ทำบุญโดยหวังผลตอบแทน
หรือเป็นพวกที่ทำบุญสร้างกุศลอย่างมีเงื่อนไข
ตายไปแล้วจิตวิญญาณจะลอยไปค้างอยู่ตรงนั้น
สวรรค์ชั้นที่หก
คือสวรรค์ชั้น “ปรนิมมิตวสวัตดี”
เป็นสวรรค์มายาชั้นที่ประดาจิตวิญญาณมนุษย์
ผู้รักและศรัทธาในการทำบุญสุนทานมาก
ทั้งพวกที่ทำบุญแล้วเกิดความมีปีติแท้จริงด้วย
ตายไปแล้วจิตวิญญาณจะลอยไปค้างอยู่ตรงนั้น
นอกจากนั้น
จิตวิญญาณของพวกผีโสโครกหรือมาร
เป็นจิตวิญญาณของพวกต่างดาวเผ่าแองเจิ้ล
ที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ชายแต่มีปีกบินได้
ผู้เข้ามาตายบนโลกเพราะถูกน้ำท่วมในยุคโนอา
ตายแล้วหลุดพ้นกลับบ้านไม่ได้เกิดใหม่ก็ไม่ได้
รวมทั้งพวกคนนำทางตาบอดและกรรมกรแสง
ที่เป็นทาสของพวกผีโสโครกทั้งหลายด้วย
ซึ่งทำตนเป็นมารของพระพุทธเจ้าและมนุษย์
ก็ล่องลอยได้สูงถึงสวรรค์มายาในชั้นนี้ด้วย
เราขอกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
สวรรค์มายาทั้งหกชั้นที่เรากล่าวมาทั้งหมดนั้น
คือภพภูมิมายาที่พระบิดาหรือพระเจ้ามิได้สร้าง
แต่เป็นภพภูมิที่ผีโสโครกหลอกให้มนุษย์สร้าง
ตามความเชื่อถือศรัทธาและความอยากที่มีอยู่
เมื่อตายไปแล้วก็จะเนรมิตสวรรค์มายาขึ้นมา
ตามแบบที่ได้เห็นอยู่บนผนังกำแพงในวัดในวา
เพราะเห็นภาพนั้นจนชินตาจึงพาให้ฝังใจจำ
จิตวิญญาณที่หลงมิติก็จะเนรมิตมายาขึ้นมาเอง
การที่จิตวิญญาณลอยขึ้นไปค้างบนสวรรค์มายา
มันคือการนำพาให้จิตวิญญาณหลงทางนิพพาน
โดยจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ที่โง่ง่ายจนถูกหลอก
เพราะเข้าถึงการใช้จิตตปัญญาของตนเองไม่ได้
เนื่องจากจิตหยาบถูกกิเลสครอบงำเอาไว้นั่นเอง
ใครก็ตามที่ปฏิบัติตนเช่นว่านี้
จะเป็นผู้ที่ไม่สามารถคนตนเองให้เป็นมนุษย์ได้
เพราะไม่ได้ฝักใฝ่การหมุนธรรมจักรในตนเอง
ทั้งเป็นผู้ที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกไม่ได้ด้วย
เพราะตายไปจากโลกจนเหลือแต่จิตวิญญาณ
ทำให้ผลิตพลังงานค้ำจุนโลกจากมิติเดียวไม่ได้
แถมยังเป็นผู้ละทิ้งภารกิจของจิตวิญญาณ
หันมาทำบุญหรือทำดีเพื่อผลประโยชน์ตนแทน
ถ้าใครทำตนแบบที่ว่านี้จะนับว่า “เสียชาติเกิด”
ไม่ว่าท่านจะสมมติตนเป็นนักบวชหรือฆราวาส
ทุกคนต้องทำหน้าที่ของจิตวิญญาณกันทั้งสิ้น
นั่นคือร่วมกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
ในแบบ “คนสองมิติ” ซึ่งกายสังขารยังอยู่ครบ
จึงค่อยตายเมื่อครบหกหมื่นปีโลกคือสิ้นยุคแล้ว
กราบพระบาทพระบิดาที่ที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
27/01/2569