พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
คนนำทางตาบอดชราผู้ปฏิบัติธรรมแบบวิเวก
เพราะอยากตายไปเป็นเทพเทวดาอยู่บนฟ้า
พิจารณาจากการนิยมตั้งชื่อนามและยศพระได้
จะมีคำว่าเทพคำว่าพรหมคำว่าเจ้าเคล้ากันอยู่
ดั่งจะตั้งชื่อนามเป้าหมายนั้นเอาไว้ล่วงหน้า
ด้วยวิธีการสั่งจิตใต้สำนึกตามที่ผีโสโครกถนัด
พอตายปั๊บจิตวิญญาณก็จะหลุดลอยขึ้นไปปุ๊บ
ตามที่จิตหยาบใส่รหัสเอาไว้ให้ก่อนตายแล้ว
ปฏิบัติการแบบนี้จะมีเหล่าฆราวาสเป็นผู้ตาม
ผู้ที่ปฏิบัติบำเพ็ญเป็นนักบวชจะเป็นผู้นำทาง
เพราะฆราวาสทั้งหลายเชื่อถือศรัทธานักบวช
ในฐานะครูผู้รอบรู้ชีวิตและจิตวิญญาณมากกว่า
เรานำเอาเรื่องนี้มากล่าว
เพื่อชี้นำย้ำคิดต่อท่านทั้งหลายว่า
พระพุทธเจ้าทรงค้นพบหลักแห่งอริยสัจสี่
ที่ใช้เป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง
ที่ท่านผจญหรือเผชิญกันในชีวิตประจำวันได้
เพราะขณะเกิดปัญหาหรือกำลังเผชิญมันอยู่
สภาวะจิตของท่านมันมิได้ สงบสุข เลย
สภาวะจิตที่ไม่สุขสงบก็คือการเกิดความทุกข์
ถ้าจะดับทุกข์คือทำให้จิตสงบเย็นเป็นปกติได้
ท่านก็ต้องจัดการกับต้นเหตุก็คือแก้ปัญหานั้น
เมื่อคนนำทางตาบอดชราทั้งหลาย
ลึกซึ้งถึงเรื่องอริยสัจสี่กันเป็นอย่างดีแล้ว
ใยไม่สั่งสอนญาติโยมให้นำเอามาใช้ประโยชน์
เพราะมนุษย์โลกทุกคนมีจิตปัญญาพร้อมอยู่
จิตก็คือความรัก ปัญญาคือสมองที่ฉลาด
คนนำทางทำเรื่องง่ายๆให้เป็นยากไปทำไมกัน
แค่สอนช่าวบ้านให้ใช้จิตปัญญาที่พวกเขามีอยู่
โดยฝึกสอนให้ใช้กันให้ได้และใช้กันให้ถูกต้อง
เพื่อให้สมกับคำว่าตน เป็นพุทธะ อย่างแท้จริง
เพราะการเป็นพุทธะนั้นเป็นผู้เข้าถึงสองสิ่งนี้ได้
จากการฝึกฝนตนเองและหมั่นใช้อยู่เป็นประจำ
หรือว่าคนนำทางตาบอดเองมีจิตปัญญามืดบอด
จึงจุดตะเกียงให้แสงสว่างทางจิตปัญญาไม่ได้
ที่สำคัญยังตกเป็นเครื่องมือของผีโสโครกด้วย
เพราะว่าตนเองยังมีกิเลสตัณหาครอบงำจิตอยู่
จึงพร่ำเชิญชวนด้วยการจูงใจชาวบ้านทั้งหลาย
ให้ต่อต้านการเป็นมนุษย์ที่จิตวิญญาณอาสามา
ด้วยการจับฉวยเอาความทุกข์มาเป็นตัวประกัน
แล้วชวนให้หนีโลกคือหนีปัญหาหรือหนีทุกข์
แบบคนขี้ขลาดตาขาวเพราะกลัวทุกข์ขึ้นสมอง
เพื่อไปเกิดบนสวรรค์มายาตามที่ผีโฆษณาแทน
เราพร่ำบอกเสมอว่าสวรรค์มายามิได้มีอยู่จริง
เพราะสติปัญญาก็มีความรู้ที่พระศาสดาสอนก็มี
แต่คนนำทางตาบอดพวกนี้กลับไม่ใช้งานมัน
คนนำทางตาบอดจึงเหมือนเดินอยู่ในความมืด
พาให้ชาวบ้านที่หลับหูหลับตาเดินตามเป็นหาง
พลอยย่างเดินสะเปะสะปะเพราะทางมืดไปด้วย
ในที่สุดทั้งพระทั้งโยมหลงทางนิพพานกันหมด
ถ้าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในสภาวะจิตของมนุษย์
ทั้งพระทั้งชาวบ้านเข้าใจตรงกันกับพระพุทธเจ้า
ปัญหาเพี้ยนๆแบบที่เป็นอยู่นี้จะไม่เกิดขึ้นเลย
เพราะคำว่า ทุกข์ ที่พระศาสดาหมายถึงนั้น
เป็นอาการของจิตหยาบที่คุณสมบัติเป็นอนัตตา
เราขอย้ำตรงนี้ว่า จิตหยาบนะมิใช่จิตวิญญาณ
เมื่อใดที่ตัวท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้ารอบตัวเอง
ด้วยกลไกประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้าได้
รวมทั้งตัวจิตหยาบเองที่เป็นอายตนะภายใน
มีการสั่นสะเทือนจนจิตหยาบรับรู้สิ่งเร้านั้นได้
จิตหยาบที่เคยนิ่งสงบเฉยอยู่ก็จะเปลี่ยนแปลง
คำว่า “เปลี่ยนแปลง” ในที่นี้หมายถึง
จิตหยาบจะเปลี่ยนคลื่นความถี่ไปจากเดิมทันที
พระพุทธเจ้าเรียกอาการนี้ว่าเกิดการ จิตตก
คำว่า “จิตตก” นั้นในที่นี้เราหมายถึง
ขณะที่จิตกับกายยังไม่เกิดกระบวนการรับรู้ใดๆ
ขณะนั้นจิตจะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงสุด
จนตัวท่านเข้าใจผิดคิดว่าจิตตนนั้นนิ่งสงบ
คือไม่รู้ว่าจิตที่สั่นได้สูงสุดมันจะเหมือนไม่สั่น
นั่นคือสภาวะจิตที่ว่างจากการรับรู้ใดๆนั่นเอง
เมื่อมีกระบวนการสัมผัสรู้ดูเห็นเกิดขึ้น
จิตหยาบจะเปลี่ยนค่าความถี่ไปจากเดิมเสมอ
จากปกติที่เรียกว่า จิตสงบ จะเป็นไม่สงบไป
ที่ไม่สงบเพราะแรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบนั้น
จะสั่นสะเทือนไปในทางต่ำลงปุบปับฉับพลัน
ไม่ว่าอาการดีอกดีใจจนเนื้อเต้นเส้นกระตุก
ไม่ว่าจะโกรธเกลียดเคียดแค้นขุ่นเคืองใจ
จะโศกาอาดูรอาลัยอาวรณ์รันทดเศร้าหมอง
อาการจิตที่เปลี่ยนไปแบบนี้ก็คือ ทุกข์ ทั้งสิ้น
เพราะว่าจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวใช่ไหม
เมื่อจิตหยาบมันเปลี่ยนไปทั้งวันกันแบบที่ว่านี้
กายหยาบจึงมีพฤติกรรมแสดงออกเปลี่ยนไป
จนเป็นที่มาของคำว่า อนิจจังไม่เที่ยง
เพราะจิตหยาบมีการเปลี่ยนแปลงคลื่นความถี่
จากสิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายในตลอดเวลา
จนหาความนิ่งสงบตามปกติแทบไม่ได้เลย
พระศาสดาทรงพบว่าตัวต้นเหตุคือ จิตหยาบ
จิตหยาบคือคลื่นความถี่ที่เป็นกลุ่มพลังงานอยู่
ยังมิได้เป็นกลุ่มพลังงานที่สมดุลในตนเองแล้ว
จิตหยาบจึงเป็นอนัตตามิได้มีอัตตาตัวตนใดๆ
พระพุทธเจ้าจึงสรุปบทเรียนนี้ว่า
สิ่งมีชีวิตที่เป็นคนสองมิติซึ่งเรียกกันว่ามนุษย์
ล้วนเป็นไปตาม กฎแห่งไตรลักษณ์ ทั้งสิ้น
ลักษณะสำคัญสามอย่างก็คือ
1.จิตหยาบที่นิ่งสงบอยู่
เมื่อรับรู้สิ่งเร้าแล้วคลื่นความถี่จะเปลี่ยนไป
เพราะจิตหยาบคือกลุ่มพลังงานที่เป็นอนัตตา
ซึ่งปกติจะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงอยู่
เพราะจิตหยาบไม่มีตัวตนเป็นแค่คลื่นพลังงาน
พระพุทธเจ้าจัดเป็น อนัตตา
2.เมื่อจิตหยาบที่ปกติจะนิ่งสงบอยู่
เกิดการสัมผัสรับรู้สิ่งเร้าขึ้นมาเมื่อใดก็ตาม
ความถี่สูงสุดในยามสงบแต่เดิมจะเปลี่ยนไป
จิตหยาบนั้นจะเกิดเป็นความถี่ใหม่ที่ต่ำลง
พระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า เกิดทุกข์
3.เมื่อจิตหยาบเปลี่ยนค่าความถี่เมื่อใด
ไม่ว่าจะเป็นดีใจเสียใจโกรธแค้นหรือแบบใด
มันจะถูกถ่ายทอดออกมาทางกายสังขารเสมอ
ซึ่งเป็นที่มาของนิยามที่เราเคยกล่าวไว้ว่า
“ทุกข์คือสิ่งที่ทนได้ยาก” นั่นแหละ
เพราะพระเจ้าทรงกำหนดออกแบบไว้เช่นนี้
เพื่อให้คนรอบข้างสังเกตมายาที่แสดงออกมา
จะได้รู้ว่าจิตที่เร้นอยู่ข้างในคิดนึกรู้สึกอย่างไร
ที่เรากล่าวมาพอสังเขป
คงพอจะทำให้ท่านหูตาสว่างขึ้นมาได้บ้าง
อนิจจังทุกขังอนัตตาที่เป็นกฎแห่งไตรลักษณ์
มันคือสภาวธรรมของมนุษย์โลกโดยแท้
คำว่า “ทุกข์” ของพระพุทธเจ้า
จึงหมายถึงสภาวะจิตที่เปลี่ยนคลื่นความถี่ไป
เมื่อเกิดการสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งเร้าประจำวันเท่านั้น
ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ทุกคนที่เข้ามาเกิด
จะเป็นไปตามกระบวนการแบบนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
อย่าเชื่อคนนำทางตาบอดที่มืดบอดทางปัญญา
เพราะเชื่อผีโสโครกว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นทุกข์ยิ่ง
แล้วยังกล่าวเท็จต่อพระพุทธเจ้าโดยอ้างอิงว่า
กฎแห่งไตรลักษณ์ของพระศาสดายืนยันว่าทุกข์
ทั้งที่แท้แล้วเป็นไปตามนัยความหมายที่กล่าวนี้
เพราะมืดบอดทางปัญญาจึงเป็นพุทธะไม่จริงแท้
ทำให้ศาสนาเสื่อมเสียมาถึงทุกวันนี้
จึงไม่รู้ว่าผีโสโครกวางแผนให้ชาวพุทธ
เกลียดกลัวความทุกข์ทั้งที่ไม่รู้ว่าทุกข์คืออะไร
พอผีหลอกก็เชื่อผีไปตามที่ตาดูรู้เห็นทันที
มีสติปัญญาของสมองอยู่แต่ไม่รู้จักใช้ไม่รู้คิด
เพราะถูกหลอกให้กลัวว่าถ้าคิดผิดจะเป็นบาป
มนุษย์นี่ก็แปลก
เมื่อถูกผีหลอกกลับไม่โกรธไม่เสียใจแค่ตกใจ
แต่พอคนด้วยกันหลอกกลับโกรธเอาถึงตาย
ทั้งที่คนหลอกคนกันเองนั้นมันคือบททดสอบ
ที่สอนให้เราฉลาดใช้ปัญญามีมหาสติยิ่งขึ้น
โดยใช้ประสบการณ์เป็นครูสอนตนเองที่ดีมาก
มนุษย์จึงเป็นประเภท “เจ็บแล้วไม่จำบทเรียน”
แต่เป็นประเภท “เจ็บแล้วแค้นฝังใจ” นั่นแหละ
ผีโสโครกหลอกว่าเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนทุกข์
โดยอ้างแบบมั่วๆว่า นิพพานคือการดับทุกข์
ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดด้วยการเป็นมนุษย์อยู่
แสดงว่าผู้นั้นยังไม่พ้นทุกข์หรือยังไม่สิ้นทุกข์
ต้องหาทางตายแล้วไม่กลับมาเกิดบนโลกอีก
เช่นไปเกิดบนสวรรค์มายาเป็นพระอรหันต์ได้
จะสิ้นทุกข์มีแต่สุขอย่างเดียวนั้นเป็นเท็จทั้งสิ้น
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
ปัญญาวิสุทธิ์
29/01/2569