14 มกราคม 2569

หน้าที่หลักของมนุษย์ ตอนที่ 3


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การมาเกิดเป็นมนุษย์ของท่านทั้งหลายนั้น

แท้จริงแล้วไม่ได้มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนเลย

โดยท่านจะเลือกนับถือศาสนาใดศาสนาเดียว

หรือเลือกที่จะยอมรับกันทุกศาสนาเลยก็ได้


เพียงแต่ว่าท่านจะต้องใช้สติปัญญาวิเคราะห์

เพื่อการแยกแยะเอาแก่นแท้แก่นธรรมออกมา

ตามวิชา “คุ้ยเขี่ย” ของแม่ไก่ในการคัดแยก

เพื่อเอาเมล็ดข้าวออกมาจากกรวดทรายให้ได้

หรือจะยกระดับความสามารถในการใช้ปัญญา

ของสมองทั้งสองซีกของตนเองให้สำเร็จ

เพื่อนำมาใช้สังเคราะห์สัจธรรมของพระเจ้า

นำเอามาใช้เป็นอาหารทางจิตวิญญาณเองได้

โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพระศาสดาเลยก็ได้


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

ตัวท่านทั้งหลายในแต่ละคนแต่ละรายนั้น

ผู้เป็นแก่นแท้ที่ข้ามมิติเข้ามาเกิดในระบบโลก

คือรูปธรรมทางพลังงานที่เรียกว่า จิตวิญญาณ

แต่ถ้ามีจิตวิญญาณอย่างเดียวก็ทำงานไม่ได้


พระเจ้าคือองค์จิตจักรวาลดวงใหญ่

จึงทรงอนุญาตให้จิตวิญญาณของทุกท่าน

เมื่อเข้ามาทำการปฏิสนธิในครรภ์มารดาแล้ว

ให้แบ่งภาคพลังงานออกมาเป็น #จิตหยาบ

เพื่อให้จิตหยาบซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานที่ไม่สมดุล

ทำหน้าที่ “ถักทอ” กายหยาบหรือกายสังขาร

ขึ้นมาปกคลุมหุ้มห่อจิตหยาบและจิตวิญญาณ

เพื่อสั่นสะเทือนพร้อมกันในสองมิติให้จงได้

โดยอาศัยพลังงานความรักของสามรูปธรรม

คือรักจากมารดาบิดาและจากจิตวิญญาณ

ของทารกผู้มาเกิดใหม่เองร่วมด้วยช่วยกัน


มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมาลืมตาดูโลกกันได้แล้ว

จึงล้วนถือบทบาท คนสองมิติ มาตั้งแต่แรก


คำว่า “คนสองมิติ” แปลว่าพวกท่านแต่ละคน

จะต้องสั่นสะเทือนจิตหยาบกับกายหยาบ

ซึ่งเป็นเปลือกนอกในมิติโลกทางกายภาพ

เป็นคลื่นความถี่เดียวกันกับจิตวิญญาณให้ได้

เพื่อนำความรักบริสุทธิ์ที่จิตวิญญาณถือมาเกิด

ซึ่งเรียกว่าเมตตาธรรมออกมาค้ำจุนสมดุลโลก

หรือช่วยทำให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองให้ได้

โดยพลังงานความรักในแบบที่โลกต้องการนั้น

จะอยู่ในรูปของคลื่นพลังงานที่ตาเปล่าไม่เห็น


พระบิดาหรือพระเจ้าคือ องค์จิตจักรวาล

ให้เราใช้คำว่าเป็นการ “หมุนธรรมจักร” ร่วมกัน

เพื่อสร้างสมการ Σβₓตามที่เราเคยกล่าวไว้แล้ว

ให้ประสบผลสำเร็จตลอดทั้งวันกันให้จงได้


นอกจากโลกจะได้ประโยชน์แล้ว

ตัวท่านเองที่หมุนธรรมจักรเป็นประจำกันได้

จิตหยาบกับกายหยาบและจิตวิญญาณตนเอง

จะสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ด้านบวกร่วมกัน

โดยจิตหยาบจะยกระดับจนเป็นหนึ่งเดียวกัน

กับจิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่นแท้ที่มาเกิด

อย่างถาวรได้ด้วย


เพราะเหตุนี้เอง

พวกท่านจึงถูกเรียกว่า “คน” กันมาตั้งแต่ต้น

เนื่องจากเมื่อคลอดออกมาเป็นตัวตนแล้ว

มีหน้าที่จะต้องคนทั้งสองมิติให้เข้ากันให้จงได้

แรงสั่นสะเทือนของจิตหยาบหรือจิตสามนึก

ที่เข้าถึงความรักเพื่อให้ที่จิตวิญญาณถืออยู่นั้น

จะค่อยๆยกระดับเป็นคลื่นความถี่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

จนสั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกันได้เมื่อไหร่

ท่านจึงจะเปลี่ยนจากคนสองมิติเป็นมนุษย์ได้

ถ้าใครยังทำไม่สำเร็จก็จะเรียกว่าคนอยู่ต่อไป


ดังนั้น

ตั้งแต่แรกเกิดมาเป็นทารกจนถึงสามขวบปี

จิตหยาบของท่านจะมีพ่อแม่คอยช่วยฟูมฟักให้

แต่พออายุมีครบ 3 ขวบปีได้เมื่อไหร่ก็ตาม

พวกท่านจะต้องเริ่มเป็นผู้ปฏิบัติธรรมกันเมื่อนั้น

โดยธรรมะที่ปฏิบัตินั้นจะต้องเป็น ธรรมชาติ

ซึ่งธรรมชาติของพระเจ้านั้นจะเป็น “สากล”

ไม่ใช่ธรรมะที่เป็นของศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง

เหมือนอย่างการคิดแบบจิตมนุษย์หรอกนะท่าน


หัวใจของการปฏิบัติธรรมก็คือ

ท่านจะรักคนที่ทำตนไม่น่ารักได้อย่างไร

เพราะว่านิสัยสันดานแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

คนนี้ชอบแบบนี้คนนั้นชอบแบบนั้นนานาจิตตัง

ยิ่งถ้าสภาวะจิตของคนยังมีกิเลสครอบงำอยู่

การจะรักคนทุกคนได้อย่างไร้เงื่อนไขนั้น

ท่านต้องฝึกทักษะการใช้ปัญญาคิดหาเหตุผล

ต้องฝึกทักษะการยอมรับยอมรักและยอมร่วม

ระหว่างท่านกับคนอื่นๆที่เขาแตกต่างนั้นให้ได้

แน่นอนว่าจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนนั่นแหละ


ดังนั้น

การเรียนรู้ที่จะรักคนที่ทำตนไม่น่ารักให้ได้

เรียนรู้ที่จะอภัยคนที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยให้เป็น

คือหน้าที่หลักของทุกคนที่ต้องการเป็นมนุษย์

โดยใช้จิตตปัญญาที่ตนเองมีอยู่แล้วให้จงได้

สัจธรรมคำสอนของพระศาสดาไม่ว่าองค์ใหน

จะเป็น “คู่มือ” ในการชี้วัดตัดสินความคิดเข้าใจ

สำหรับตัวท่านเองโดยไม่ต้องยึดมาเป็นเจ้าของ

หากทำได้และเข้าถึงการเป็นมนุษย์ได้ในที่สุด

ท่านจึงจะคุยโม้โอ้อวดได้ว่า บรรลุธรรม แล้ว


เอเมน สาธุ

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

14/01/2569