16 มกราคม 2569

หน้าที่สำคัญของจิตวิญญาณ


 

พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ท่านจะทำอย่างไรต่อไป

ถ้าได้รู้ข่าวสารจากจิตจักรวาลที่สื่อผ่านเรามา

ว่าบัดนี้โลกได้จบสิ้นยุคพลังงานเก่าไปแล้ว

จิตวิญญาณของพวกท่านทุกคนได้หมดเวลา

ที่จะทำหน้าที่สำคัญบนโลกกันอีกต่อไปแล้ว

ภารกิจสำคัญต่อนี้ไปคือจะต้องกลับบ้านเกิด

ที่เป็นแดนสุญตานอกระบบเอกภพกันให้หมด


เพราะว่าหน้าที่สำคัญของจิตวิญญาณของท่าน

ที่ขันอาสาพระเจ้าข้ามมิติเข้ามาร่วมกันกระทำ

โดยมาร่วมกันใช้ความรักเพื่อให้หมุนธรรมจักร

เริ่มจากคนสามคนเป็นอย่างน้อยในครอบครัว

ช่วยกันผลิตพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก

ตามสมการ Σβₓเพื่อมอบให้แก่ดาวเคราะห์โลก

โดยตัว X (เอ็กซ์) จะแทนค่าด้วย 3 คนขึ้นไป


พลังงานร่วมจากจิตสามนึกด้านบวกดังกล่าวนี้

จะมีหน่วยวัดเป็น “เมกะเฮิรตซ์ (MHz)”

ซึ่งพลังงานที่ได้จากสมการศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้

เป็นพลังงานจิตด้านบวกในรูปของคลื่นไฟฟ้า

ที่ได้จากการหมุนธรรมจักรร่วมกันด้วยขันธ์ห้า

จากการสั่นสะเทือนของจิตสามนึกเมื่อถูกเร้า

ด้วยเงื่อนไขด้านบวกหรือลบจากคนรอบข้าง

ในชีวิตประจำวันของท่านทั้งหลายนั่นแหละ


จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย

ได้ให้สัจจะต่อพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

คือ องค์จิตจักรวาลดวงใหญ่ เอาไว้ว่า

จะมาเกิดในเอกภพโดยประจำอยู่ที่ระบบโลก

เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก

มีกำหนดการนาน 60,000 ปีโลกจึงจะสิ้นยุค

บัดนี้ครบกำหนดแห่งกาลสิ้นยุคเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ยังมีมนุษย์อีกมากมายไม่รู้ความจริงนี้


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

พระบุตรเอกที่ทรงมีพระนามว่า “เยซู”

ได้เคยเสด็จข้ามมิติเข้ามาทรงเตือนมนุษย์ว่า

“เสียชีพอย่าเสียสัตย์” โดยเฉพาะสัจจะที่ให้ไว้

กับองค์จิตจักรวาลดวงใหญ่คือพระผู้เป็นเจ้า

พระเยซูทรงแสดงหมายสำคัญให้โลกเห็นว่า

ทรงยอมสละพระชนมชีพอยู่บนไม้กางแขน

เพื่อรักษาสัจจะไว้แม้รู้ว่าจะถูกเอาชีวิตก็ตาม


แสดงว่าหมายสำคัญที่ทรงแสดงดังกล่าวนี้

ชี้ว่าเรื่องของสัจจะนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ

โดยจิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนจักต้องกลับบ้าน

เพราะว่าโลกนี้ไม่ใช่บ้านเกิดของจิตวิญญาณ

เมื่อทำงานเสร็จคือหมดหน้าที่กันไปแล้ว

สิ่งเดียวที่ต้องทำในขณะนี้ก็คือหาคำตอบว่า

จะนำพาจิตวิญญาณกลับบ้านเกิดได้อย่างไร

เพื่อกลับไปกราบพระบาทพระบิดาและมารดา

ที่ทรงรอคอยพวกท่านนานกว่าหกหมื่นปีแล้ว


เพราะเรื่องหลุดพ้นกลับบ้านของจิตวิญญาณ

เป็นภาระอันใหญ่หลวงของจิตหยาบของท่าน

ที่จักต้องทำหน้าที่นำพาจิตวิญญาณกลับไป

ให้ทันเวลาคาบสุดท้ายในการชำระโลกให้ได้

คาบสุดท้ายในการชำระโลกเพื่อการเปลี่ยนยุค

โดยจะใช้เวลายาวนานถึง 8 ราตรีของพระเจ้า

หรือเท่ากับโลกจะมืดมิดติดต่อกันนาน 56 วัน

จนไม่มีช่องว่างให้โลกนี้สว่างแบบกลางวันเลย


ในช่วงเวลา 8 ราตรีที่มืดมิดนั้น

มิติต่างๆจะถูกเปิดออกจนสับสนวุ่นวายไปหมด

ทั้งคนทั้งผีจะสื่อสารเสวนาข้ามมิติไปมากันได้

ภัยธรรมชาติกับภัยพิบัติจะเกิดทับซ้อนกัน

เป็นมหันตภัยที่รุนแรงจนมนุษย์โลกโงหัวไม่ขึ้น

ทั้งคนทั้งสัตว์ต้องเสียชีวิตในท่ามกลางภัยนั้น

จำนวนมากมายเป็นประวัติการณ์เลยทีเดียว

ใครหลายคนที่ไม่รู้ความจริงในเรื่องชำระโลกนี้

จะพากันเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจุดจบของโลกเก่า

เพื่อการให้กำเนิดโลกใหม่ด้วยซ้ำไป


ท่านทั้งหลายจะต้องเรียนรู้ให้ได้โดยด่วนว่า

จิตหยาบหรือจิตสามนึกที่เป็นจิตมนุษย์ของท่าน

จะช่วยนำพาจิตวิญญาณ “หลุดพ้น” ได้อย่างไร

เพราะการหลุดพ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

ถ้าจิตหยาบของท่านยกระดับถึง 5-6D ไม่ได้

โดยจิตหยาบต้องเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณ

ทั้งสองจิตต้องผนึกกำลังดีดออกไปจากเอกภพ

ผ่านไปทางประตูมิติคือ ด่านนภาลัย เท่านั้น


ทุกวันนี้พวกมารหรือผีโสโครก

ใช้จังหวะที่มนุษย์โลกกำลังสับสนงุนงง

เข้ามาแทรกแซงระบบโลกของมนุษย์

เพื่อชักพาพวกท่านหันเหเบี่ยงเบนไปทางอื่น

แทนที่จะใส่ใจว่าจะหลุดพ้นกลับบ้านอย่างไร

จะยกระดับจิตหยาบให้ถึงมิติที่ห้าและหกยังไง

กลับนำเอาเรื่องไร้สาระมาหลอกล่อให้เขวแทน


เช่นนำเอาเรื่องต่างกาแลคติกมาหลอกล่อ

นำเอาเรื่องจักรวาลที่คนไม่รู้มาขู่ข่มให้กลัว

นำเอาเรื่องมนุษย์ต่างดาวมาป่าวร้องให้อยากรู้

นำเอาเรื่องพลังจิตกับเรื่องเส้นแสงมาจูงใจ

ทั้ง ๆที่เรื่องเหล่านี้มีทั้งเรื่องจริงผสมเท็จ

ซึ่งเชื่อถืออะไรไม่ได้ฟังดูจะเป็นนิยายมากกว่า


กรรมกรแสงที่เป็นคนนำทางรุ่นใหม่

ผู้แสดงบทบาทแทนคนนำทางตาบอดชรา

จะพูดจาเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ให้ดูน่าเชื่อถือ

ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้นั้นๆเลย

จึงเชื่อตามหรือคล้อยตามความรู้ใหม่นั้นง่ายๆ

เพราะไม่รู้ว่าพวกผีโสโครกถนัดใช้กลอุบาย

แบบ “ในจริงมีเท็จในเท็จมีจริง” นั่นแหละ


ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า

ในทางโซเชี่ยลจะมีการปั้นข่าวเรื่องต่างดาว

ทั้งนวนิยายข้ามจักรวาลเหมือนในหนังก็มี

มีภาพประกอบที่เป็นพวกมนุษย์ต่างดาวก็มาก

เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก็จะพบเห็นได้เสมอ

เป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบย้ำเห็นย้ำจำ

เพื่อทำให้มนุษย์รุ่นใหม่คล้อยตามเคลิ้มตาม

ด้วยหลักการ “จูงจิต” ที่เรียกว่า Suggestion


ผีโสโครกซึ่งเป็นจิตวิญญาณต่างดาวกลุ่มเดิม

ที่เคยหลอกคนนำทางตาบอดชราได้ผลมาแล้ว

ไม่เลือกที่จะใช้คำสอนทางศาสนามาล่อหลอก

แต่ใช้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรื่องกลไกจักรวาล

ที่พวกเขาเพียรกระตุ้นการอยากรู้อยากเห็น

จนเด็กรุ่นใหม่รู้สึกท้าทายการเรียนรู้อย่างสุดขีด

โดยอาศัยความอยากที่เป็นกิเลสของเด็กรุ่นใหม่

กับความโง่ง่ายของเด็กจากการไม่รู้ข้อเท็จจริง

มาใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงกันนั่นแหละ


เด็กรุ่นใหม่จึงไม่ได้วิตกกังวลเรื่องภัยพิบัติโลก

เพราะถูกหลอกให้เชื่อว่าต่างดาวจะมาช่วยได้

จึงไม่เคยคิดว่าตนจะหลุดพ้นรอดตายได้ยังไง

จึงคล้อยตามการบิดเบือนให้ไปสนใจเรื่องอื่น

ทั้ง ๆที่ภัยร้ายกำลังเข้ามาอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน

แม้กระทั่งบนศีรษะของตนก็ไม่อาจเลี่ยงพ้นได้

น่าสงสารคนรุ่นใหม่พวกนี้จังเลย


ด้วยรักและปรารถนาดี


เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

16/01/2569