พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์ว่า
เพราะตัณหาคือความอยากทำให้มนุษย์ทุกคน
เวียนตายเวียนเกิดอยู่ในสังสารวัฏไม่รู้สิ้นสุด
จากภพชาติหนึ่งไปสู่อีกภพชาติหนึ่งเสมอ
จนกว่าจะดับตัณหาหรือความอยากนั้นได้
เพราะความอยากเป็นสาเหตุแห่งการเกิดไงล่ะ
ถ้ามนุษย์ยังมีความอยากไม่อยากอยู่
การยึดมั่นถือมั่นจะนำไปสู่การสร้างภพใหม่ขึ้น
เมื่อมีภพใหม่ก็จะนำไปสู่การมีชาติใหม่เกิดขึ้น
สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ตามมาก็คือการเกิดแก่เจ็บตาย
การพลัดพรากและการผิดหวังในสิ่งที่ตนรัก
ทั้งหมดนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “สังสารวัฏ”
ที่เรากล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นความจริง
เรายืนยันว่าพระองค์สอนไว้เช่นนี้ไม่ผิดเพี้ยน
แต่อย่าลืมว่าสัจธรรมคำสอนพระศาสดานั้น
ผีโสโครกมีการบิดเบือนคำสอนเอาไว้ด้วย
ถ้าใครโง่ง่ายเชื่อตามทันทีโดยไม่ใช้สติปัญญา
คิดพิจารณาไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ก่อนเชื่อแล้ว
ท่านจะเป็นเหยื่อของกลอุบาย “ในจริงมีเท็จ”
ที่จิตวิญญาณผีโสโครกปั้นแต่งเอาไว้ไปง่ายๆ
อย่างเช่นกรณี การมีสังสารวัฏ ข้างต้นนั้น
ทุกคำกล่าวล้วนเป็นความจริงที่เถียงค้านไม่ได้
แต่คำสอนต่อท้ายเรื่องนี้นั้น เป็นความเท็จ
คนนำทางตาบอดถูกพวกมารหรือผีโสโครก
ดลจิตดลใจด้วยพลังวิชามารให้มองเห็นว่า
การเกิดแก่เจ็บตายมีหลายภพชาตินั้นเป็นทุกข์
เพราะผีโสโครกได้หยิบเอาสภาพจริงของตน
มาเป็นหลักในการเปรียบเทียบกับมนุษย์โลกว่า
การเป็นคนสองมิติแบบมนุษย์คือมีกายหยาบ
ที่ต้องมีการเกิดแก่เจ็บตายนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
สู้เป็นจิตวิญญาณเร่ร่อนแบบพวกตนสบายกว่า
เพราะไม่ต้องเกิดใหม่ไม่ต้องแก่ชราและไม่ตาย
ไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏจึงไม่ทุกข์
ความทั้งหมดในย่อหน้าข้างบนนี้นั้น
คือเรื่องเท็จที่พวกท่านถูกผีหลอกให้เชื่อตาม
เพราะเรื่องจริงคือผีพวกนี้เป็นทุกข์หนัก 2 เรื่อง
เรื่องแรก
ทุกข์ที่ดับความอดหยากหิวโหยไม่ได้
เพราะว่ามนุษย์ต่างดาวผู้รุกรานโลกเผ่านี้
ต้องตายกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว
เพราะถูกน้ำท่วมโลกฉับพลันในยุคโนอาห์
ทำให้ดับความหิวโหยในสัญชาตญาณไม่ทัน
ไม่ต่างจากชาวโลกเองที่ตายก่อนกำหนด
หากสิ้นใจตายแบบฉับพลันหรือจากอุบัติเหตุ
พวกนี้จะเป็นจิตวิญญาณที่หิวโหยเสมอ
คนโบราณส่วนใหญ่
จึงต้องมีการเซ่นไหว้ผีปู่ผีย่าผีตาผียาย
จึงต้องมีการตั้งศาลเพียงตาขึ้นมา
จัดน้ำดื่มจัดอาหารหวานคาวเหล้ายาปลาปิ้ง
เป็นเครื่องเซ่นไหว้ให้แก่คนตายที่ล่วงลับ
โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุข้างถนน
เพราะคนโบราณเขาเชื่อตามกันมาว่าอย่างนี้
ผีโสโครกผู้บิดเบือนสัจธรรมนี่ก็เช่นกัน
ตอนมีสองมิติคือมีชีวิตที่มีกายหยาบอยู่ด้วยนั้น
พวกนี้จะมีแต่จิตวิญญาณไม่มีจิตหยาบให้ใช้
สัญชาตญาณต่างๆเช่นความหิวโหยกระหาย
จึงเป็นคุณสมบัติของจิตวิญญาณโดยตรง
เมื่อตายแบบฉับพลันจึงมีปัญหามากกว่ามนุษย์
ที่จะยุติหรือดับการหิวโหยให้หมดสิ้นได้ง่ายๆ
เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้วท่านทั้งหลายคิดว่า
ผีโสโครกกับมนุษย์นั้นใครจะทุกข์มากกว่ากัน
เพราะหิวเมื่อไหร่มนุษย์ก็หากินเพื่อดับหิวได้
เนื่องจากมีกายสังขารหรือกายหยาบครบถ้วน
เพราะดับความอดหยากของตัวเองไม่ได้
เนื่องจากเหลือเพียงแค่จิตวิญญาณมิติเดียว
ไม่มีปีกบินได้ไม่มีกายสังขารล่ำบึ้กเหมือนเดิม
จึงไม่อาจแสวงหาอาหารน้ำดื่มมาบำบัดได้
เพราะอาหารและน้ำดื่มที่ตนเคยดื่มกินมานั้น
มันเป็นสรรพสิ่งที่อยู่ในมิติโลกทางกายภาพ
แต่จิตวิญญาณของตนอยู่ในมิติทางพลังงาน
พวกท่านคิดเองก็รู้ได้ทันทีว่า กินไม่ได้
ผีพวกนี้จึงต้องหลอกให้มนุษย์ที่งมงาย
จัดตั้งสรรหาทุกสิ่งที่พวกตนอยากกินอยากได้
เป็นเครื่องเซ่นสรวงบูชาเพื่ออุทิศถวายให้ตน
การอุทิศถวายเครื่องเซ่นทั้งหลายให้ผีพวกนี้
เป็นอุบายของผีที่จะให้มนุษย์ใช้จิตหยาบ
เปลี่ยนสภาพอาหารคาวหวานจากมิติกายภาพ
ไปเป็นสรรพสิ่งในมิติทางพลังงานให้พวกตน
เพื่อให้พวกตนเสพกินเครื่องเซ่นไหว้นั้นๆได้
เราขอถามท่านว่า
นี่มิใช่ความทุกข์ของผีโสโครกดอกหรือ
กับการที่จะหาวิธีดลจิตดลใจให้มนุษย์
จัดหาเครื่องเซ่นไหว้บายศรีชุดใหญ่สนองผี
ด้วยวิธีสร้างคอนเท้นท์ขึ้นมาจูงใจให้น่าเชื่อ
แน่นอนว่าทุกวิธีที่ใช้จูงใจมนุษย์มันอุตริทั้งสิ้น
เรื่องที่สอง
“เป็นความทุกข์แบบต่อเนื่อง”
นอกจากจะดับหิวโหยของตนไม่ค่อยจะได้แล้ว
ความหิวแบบตะกละตะกลามเพราะกินไม่รู้อิ่ม
กลับจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงแก่ตนมากยิ่งขึ้นด้วย
ผีโสโครกพวกนี้จึงต้องมุ่งใช้พลังจิตวิญญาณ
เพื่อสร้างคอนเท้นท์สำหรับจูงใจพวกท่านเต็มที่
ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่าใช้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
อันเป็นอุตริอวิชชาที่ทรงห้ามพระอวดแสดงกัน
เพราะทรงรู้ดีว่าอำนาจวิเศษที่ใช้เพื่อการนี้นั้น
เป็นพลังอำนาจทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใช้ยิ่งเสื่อม
จะทำให้จิตวิญญาณสูญเสียพลังโดยไม่จำเป็น
จนอาจ “หลุดพ้น” กลับบ้านแดนสุญตาไม่ได้
ความทุกข์ในเรื่องนี้ของผีโสโครก
จากการใช้มนต์ดำที่เป็นภาษาของจิตวิญญาณ
ผสมผสานกับพลังทางจิตวิญญาณที่ตนมีอยู่
เกิดจากการที่จิตวิญญาณพวกเขาเสียสมดุลไป
เดิมจิตวิญญาณมีอยู่ 6 เหลี่ยมมุมหรือ 6 มิติ
จึงหักหายไปหนึ่งมิติเหลือเพียงแค่ 5 มิติเท่านั้น
ความทุกข์ของผีพวกนี้ก็คือ
จะเติมเต็มจาก 5 มิติสู่ 6 มิติเท่าเดิมได้ไง
มีเพียงทางเดียวที่ผีเลือกได้ก็คือ
ใช้มนุษย์โลกเป็นเครื่องมืออีกนะแหละ
โดยหลอกใช้มนุษย์ให้เป็นกรรมกรแสงของตน
เพราะนอกจากอาหารในมิติทางกายภาพแล้ว
ยังต้องการอาหารในมิติทางจิตวิญญาณด้วย
นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างลัทธิเทวะนิยม
เกี่ยวกับเทพพรหมและเทพเจ้านานาพันธุ์ขึ้นมา
เพื่อหลอกขายความเชื่อถือศรัทธาของมนุษย์
โบราณก็ใช้คนนำทางตาบอดชราเป็นกรรมกร
โดยหยิบใช้คัมภีร์ศาสนามาหาประโยชน์ใส่ตน
ทุกวันนี้หันมาใช้กรรมกรแสงหนุ่มสาวรุ่นใหม่
ใช้เรื่องจักรวาลและพลังงานแสงเป็นเครื่องมือ
เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้ธรรมะไม่รู้พระคัมภีร์ดีพอ
แม้กรรมกรแสงรุ่นใหม่ไม่รู้ธรรมะและคัมภีร์
ท่านจะเห็นได้ว่าผีโสโครกก็ยังมีเรื่องพลังจิต
เป็นปฏิบัติการหลักแทรกสอนปะปนอยู่ด้วย
เช่น การสอนเรื่องการใช้พลังจิตใต้สำนึก
ฝึกสอนให้นั่งกรรมฐานสมาธิตามสถานธรรม
สอนให้แผ่เมตตาและสอนให้อุทิศส่วนบุญกุศล
โดยไม่เน้นการสอนสัจธรรมของพระพุทธเจ้า
เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจศิลปะการดำเนินชีวิต
ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร?
เพราะเวลาที่ท่านแผ่เมตตา
คือเหวี่ยงพลังงานจิตด้านบวก
ที่เป็นผลบุญกุศลออกมาภายนอกนั้น
ผีโสโครกจะคอยดักดูดพลังงานจิตของท่าน
ซึ่งพวกมันจะคอยท่าอยู่รายรอบตัวท่าน
บางรูปธรรมก็จะเกาะติดอยู่กับตาที่สาม
คล้ายปลิงดักดูดพลังของท่านอยู่ตลอด
ปลิงจะปล่อยท่านต่อเมื่ออิ่มแล้วฉันใดก็ฉันนั้น
เราจะบอกความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนมนุษย์โลก
ให้เกลียดกลัวความทุกข์เลยนะท่าน
ไม่เคยสอนมนุษย์ให้หนีทุกข์ไปสวรรค์มายา
แต่ทรงสอนมนุษย์ให้สร้างความสุขสงบในจิต
ขณะดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์โลกต่างหาก
ทรงสอนให้มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
เพื่อทำให้ตนเองและผู้อื่นมีความสุขสงบ
ไม่ทำตนเป็นเงื่อนไขให้คนอื่นทุกข์
ทำจิตให้สงบเป็นอุเบกขากับทุกเงื่อนไข
พระพุทธเจ้าตรัสสอนเอาไว้แบบนี้เท่านั้น
นอกนั้นผีโสโครกหลอกลวงทั้งเพ
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
พระบุตรเอก
28/01/2569