27 มกราคม 2569

ที่สิ้นสุดของชีวิตมิใช่ตายแล้วไปสวรรค์

 


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


การตายแล้วจิตวิญญาณไปเกิดอยู่บนสวรรค์นั้น

นอกจากจะไปเกิดเป็นเทพเทวดา 6 ชั้นสมมุติ

ตามความเชื่อของคนชอบธรรมที่เรากล่าวแล้ว

แม้กระทั่งพระหรือนักบวชที่เป็นพระอริยะบุคคล

ก็เป็นเรื่องสมมุติว่ามีอยู่ด้วยกันรวม 4 ระดับ คือ


อริยะบุคคลระดับที่ 1. คือ โสดาบัน

อริยะบุคคลระดับที่ 2. คือ สกิทาคามี

อริยะบุคคลระดับที่ 3. คือ อนาคามี

อริยะบุคคลระดับที่ 4. คือ อรหันต์


จิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งสี่จำพวกนี้

แม้จะเป็นรูปธรรมที่ประกอบด้วยกรรมดีทั้งชีวิต

แต่น่าเสียดายที่เป้าหมายการปฏิบัติธรรมนั้น

มันไม่ถูกต้องตรงจริงเพราะหลงผิดอีกนั่นแหละ


หลงผิดเพราะคิดเข้าใจว่า

การเป็นพระอรหันต์ได้นั้นเป็นการถึงที่สุด

ในมิติของจิตวิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว

เพราะเชื่อว่าจิตวิญญาณที่ลอยได้สูงถึงระดับนี้

เป็นการถึงที่สุดของจิตวิญญาณของตนแล้ว

โดยลืมนึกคิดถึงหลักความจริงที่ว่า


มาทางไหนจะต้องกลับไปทางนั้น

มาจากที่ไหนจะต้องกลับไปที่นั่น

มาเท่าไหร่จะต้องกลับไปเท่านั้น


สวรรค์มายาชั้นเทพเทวดา

หรือสวรรค์มายาชั้นอริยะบุคคลก็ตาม

มันไม่ใช่สถานที่ ๆจิตวิญญาณท่านจากมา

ตามที่เราเคยกล่าวว่าสวรรค์มายามิใช่บ้านเกิด

เมื่อสิ้นสุดภารกิจทางจิตวิญญาณของท่านแล้ว

จุดสูงสุดในมิติทางกายภาพคือกายสังขารตาย

จุดสูงสุดในมิติทางจิตวิญญาณคือการหลุดพ้น

กลับคืนสู่บ้านเกิดของจิตวิญญาณที่จากกันมา

ซึ่งเราเรียกว่า สวรรค์นิรันดร มิใช่สวรรค์มายา

สวรรค์นี้คือพื้นที่บริเวณด้านนอกของ เอกภพ


จิตวิญญาณที่จะก้าวพ้นออกไปจากเอกภพได้

จักต้องหลุดออกจากแรงดึงดูดของ “เอกภพ”

โดยเอาชนะการถูกเหนี่ยวรั้งเอาไว้ให้ได้เท่านั้น

จิตวิญญาณของท่านจึงจะออกไปข้างนอกได้

พระบิดาทรงให้เราเรียกว่าเป็นการ หลุดพ้น


แต่เนื่องจากจิตวิญญาณที่หลุดพ้นออกไปได้นี้

เป็นการหลุดพ้นเพื่อกลับบ้านเกิดที่ตนเคยอยู่

โดยหมดหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก

ตามสัจจะสัญญาที่เคยให้ไว้กับพระเจ้าแล้วว่า

สิ้นยุคหกหมื่นปีเมื่อไหร่ท่านจะกลับบ้านเมื่อนั้น

บ่อยครั้งที่เราให้นิยามว่าหลุดพ้นเพื่อกลับบ้าน

ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงใช้คำเดียวว่า นิพพาน

แปลว่าตายแล้วจิตวิญญาณจะไม่กลับมาเกิดอีก


ด้วยเหตุนี้เอง

มรรควิถีจิตจักรวาลจึงกล่าวเป็นอนุตรธรรมว่า

นิพพานที่แท้จริงนั้นมีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ


1.นิพพานก่อนตาย

นั่นคือต้องดับการเกิดๆดับๆของกิเลส

ที่เกาะติดอยู่กับจิตหยาบหรือจิตมนุษย์ให้สิ้น

เพื่อเข้าถึงการสั่นสะเทือนจิตสามนึกสูงสุด

โดยไม่มีกิเลสที่เป็นดั่งสนิมคอยฉุดรั้งให้จงได้


มรรควิถีจิตจักรวาลสอนว่า

ท่านสามารถที่จะนิพพานกิเลสได้

ด้วยการใช้ลูกแก้วสองดวงให้เชี่ยวชาญไว้

นั่นคือการมีมหาสติและมีปณิธานแห่งนิพพาน

เพื่อเข้าถึงความฉลาดและความรักให้จงได้

ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อการหมุนธรรมจักรนั่นเอง


ถ้าทั้งชีวิตของท่านทั้งหลาย

สามารถหมุนธรรมจักรได้สำเร็จแล้ว

ภารกิจของจิตวิญญาณในการค้ำจุนสมดุลโลก

ก็จะบังเกิดขึ้นตามพระเจตนารมณ์พระเจ้าได้

แทนที่จะงมงายโง่เง่าอยู่กับ #กรรมจักร

จนติดกับดักของกฎแห่งกรรมอยู่ซ้ำซาก

ที่พระเยซูตรัสเปรียบเทียบว่า “ตกบ่อย่ำองุ่น” 

เพราะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ซ้ำซาก


ทำให้จิตสามนึกหรือจิตหยาบไม่ก้าวหน้า

คือยกระดับแรงสั่นสะเทือนสูงขึ้นจากเดิมไม่ได้

โดยเดิมเด็กที่อายุครบสามขวบปีขึ้นไปแล้วนั้น

รูปธรรมของจิตหยาบจะมีอยู่ 3 - 4 เหลี่ยมมุม

ถ้าเด็กคนนั้นไม่อาจยกระดับจิตสามนึกของตน

ด้วยการรักพ่อแม่พี่น้องครูบาอาจารย์และเพื่อน

จิตหยาบของเด็กคนนั้นตราบจนกระทั่งแก่ตาย

จิตหยาบจะหยุดอยู่ที่ 4 มิติคือ 4D ได้เท่านั้น

ซึ่งคนเกือบทั้งโลกจะหยุดอยู่ที่สถานะนี้ทั้งสิ้น


ถ้าเปรียบจิตหยาบของพวกท่าน

ที่จิตวิญญาณแบ่งภาคทางพลังงานออกมา

เป็นเหมือนดั่งไข่ฟองหนึ่งซึ่งแม่ไก่ไข่ออกมา

ตั้งแต่ไข่นั้นถูกทำเกิดขึ้นมาบนโลกเสรีนี้

ตัวแม่ไก่จะทำหน้าที่ ฟูมฟักไข่ นั้นตลอด

เพื่อให้ไข่ที่ภายในเป็นเหมือนวุ้นที่มีชีวิตนั้น

เจริญเติบโตขึ้นมามีอัตตาตัวตนเหมือนพ่อแม่

จนออกมาจากเปลือกไข่เป็นลูกเจี้ยบที่น่ารัก

ในที่สุดก็เติบโตเป็นไก่ตัวเต็มวัยกันต่อไป


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

จิตหยาบของพวกท่านแต่ละคนนั้น

นอกจากพ่อแม่พี่น้องของพวกท่านเองแล้ว

คนรอบข้างทั้งใกล้ตัวและไกลตัวทุกๆคน

ล้วนมีอิทธิพลต่อการช่วยฟักจิตหยาบของท่าน

ด้วย รักเพื่อให้ทุกแบบ ที่พระศาสดาสอนไว้

แนวพระเยซูก็คืออดทนอดกลั้นให้อภัย

แนวพระพุทธเจ้าก็คือเมตตากรุณามุทิตา

สูงสุดคือการมีอุเบกขาที่เป็นความสงบยิ่งยวด


หากท่านฉลาดพอก็ต้องเป็นเงื่อนไขด้านบวก

ด้วยการปฏิบัติตามมรรคแปดของพระพุทธเจ้า

ด้วยการปฏิบัติตามเราคือ รับรู้แล้วไม่รับเอา

นั่นคือไม่ปรุงแต่งที่สิ่งที่รับรู้ได้ในเวทนาขันธ์

ทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาทำร้ายตนเองกับผู้อื่นได้


ถ้าหากใครสร้างเงื่อนไขด้านลบต่อท่าน

ท่านจะต้องไม่ต่อสู้ไม่ตอบโต้และไม่ต่อต้าน

เพราะจะทำให้กระบวนการฟักไข่คือจิตหยาบ

ทั้งของตัวท่านเองและคนใกล้ตัวมีปัญหา

เหมือนแม่ไก่ไข่แล้วทิ้งขว้างกกบ้างไม่กกบ้าง

มันจะเป็นเหตุให้ไข่ฟองนั้นต้อง #ตายโคม

แปลว่าเป็นไข่ที่ตัวต้องตายอยู่ในเปลือกไข่

เพราะฟักเป็นตัวไก่เหมือนกับไข่ปกติไม่ได้

จิตหยาบของพี่น้องทั่วโลกไม่ต่างกับไข่ที่ว่านี้

ล้วนเป็นไข่ตายโคมทั้งสิ้น


จิตวิญญาณของพวกท่าน

จึงดูเหมือนว่าจะบันเทิงกันกับ “บ่อย่ำองุ่น”

จึงว้าวุ่นกับการกลัวตกลงไปใน “บึงไฟ”


2.นิพพานหลังตาย

คือจิตวิญญาณท่านสามารถหลุดพ้นออกไปได้

โดยไม่ต้องอยู่ในเอกภพที่เป็นห้องทดลองนี้อีก


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

27/01/2569