02 มิถุนายน 2569

พระผู้สร้างยอมให้มนุษย์มีดีมีชั่วเพราะเป็นโลกเสรี



22/05/2569
พี่ๆน้อง ๆ ผู้เป็นคนชอบธรรมที่รักทั้งหลาย


ถ้าท่านถูกใครคนหนึ่งทำผิดคิดชั่วต่อตัวท่าน

แล้วท่านเกิดความรู้สึกว่า “รับไม่ได้” 

จึงเกิดอาการไม่พอใจคือหงุดหงิดด้วย “จิตตก”

ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ในชีวิตของท่านที่ผ่านมา

เป็นความคุ้นเคยที่ท่านได้เผชิญกันมาตลอด

รู้ตัวล่วงหน้าบ้างไม่รู้ตัวล่วงหน้าบ้างคละกันไป


สถานการณ์เช่นที่ว่านี้หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน

โดยแต่ละคนจะมีนิสัยการดำเนินชีวิตที่ต่างกัน

มีความต้องการในชีวิตที่ต่างกันหลากหลายด้วย

ขณะที่คุณสมบัติบางสิ่งยังมีเหมือนกันตรงกัน

จึงยังผลให้ความเหมือนกันและความต่างกัน

นำไปสู่ความไม่ลงตัวหรือไม่ลงรอยกันได้เสมอ


มนุษย์หลายคนจึงมี #ความทุกข์

จากความขลุกขลักในการใช้ชีวิตลักษณะนี้

ความระหองระแหงเพราะไม่ลงตัวกัน

การทะเลาะเบาะแว้งเพราะความขัดแย้งกัน

จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอในทุกสังคมของมนุษย์ที่ว่า


“มนุษย์อยู่ร่วมกันที่ไหนวุ่นวายที่นั่นเสมอ”


ทีมงานที่ขาด พลังร่วม(Team Synergy)

จนทำให้ทีมขาดประสิทธิผล(Non-Effective)

คืองานไม่ค่อยได้ผลคนทำงานไม่มีความสุข

ก็ล้วนเกิดจากปัญหา “มึงชั่วทีกูชั่วที” นี่แหละ

เมื่อเผชิญปัญหานี้แล้วต่างก็ยอมรับกันไม่ได้

จึงเกิดอาการ #จิตตก คือคลื่นความถี่ตกต่ำลง

แบบกะทันหันคล้ายกับอาการตกอกตกใจ

เหมือนคาดไม่ถึงว่าทำไมมึงทำแบบนี้กับกูได้


ถ้าท่านคุ้นเคยกับใครคนนั้น

หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่เข้ามาสร้างเงื่อนไข

ทำให้ท่านเกิดอาการจิตตกจนถึงกับตกใจ

หากลองพิจารณาเรื่องนี้ใหม่ให้ถ้วนถี่แล้ว

ท่านจะพบว่าความชั่วที่พวกเขาหยิบยื่นมาให้

มันไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตของท่านแม้แต่น้อย

แท้แล้วท่านเผชิญมันมากับฟันฝ่าอยู่ซ้ำซาก


ท่านลองพิจารณาดูก็ได้ว่า

เมื่อคนรอบข้างคนใดคนหนึ่งทำชั่วกับตัวท่าน

คำว่า “ชั่ว” นี้หมายถึงสิ่งที่เขาทำต่อท่านนั้น

เป็นสิ่งที่ #ไม่ถูก หนึ่งในหกถูกต่อไปนี้ คือ


1.ไม่ถูกต้อง

2.ไม่ถูกคน

3.ไม่ถูกวิธี

4.ไม่ถูกเวลา

5.ไม่ถูกสถานที่

6.ไม่ถูกใจ


เมื่อทั้งเขาทั้งเราเผชิญกับเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว

อาการป่วยทางจิตของพวกท่านจึงบังเกิด

นั่นคือความขุ่นเคืองใจความไม่พึงพอใจต่อกัน

จะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นกับนิสัยทางอารมณ์

ที่เป็นคุณสมบัติทางสันดานแต่ละคนนั่นแหละ


ถ้ารุนแรงมากกว่าก็จะขาดสติมากกว่า

ฝ่ายที่ขาดสติมากกว่าก็จะตอบสนองด้านลบ

ให้เป็นเงื่อนไขกระทบจิตอีกฝ่ายหนึ่งกลับมา

แสดงว่าทั้งสองฝ่าย “ร่ายรำกรรมจักร” ใส่กัน

โดยฝ่ายผู้ถูกกระทำก่อนจะเห็นว่า “ชั่ว” 

ยอมรับขยะชิ้นนั้นไม่ได้แบกไว้ไม่ไหวจึงจิตตก


ยิ่งไปกระทำกับคนที่เขามีอัตตาหรืออีโก้สูง

#การต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูกันเองก็ได้ว่า

ชั่วชีวิตของท่านที่ผ่านมาประสบการณ์เหล่านี้

ท่านเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้เผชิญมาแล้วทั้งสิ้น

เราจึงขอถามท่านว่า...


1.ท่านเผชิญมาเป็นประจำแล้วใยจึงไม่จำมัน

ถ้าท่านจำประสบการณ์เช่นนี้ได้ทุกข์ใจก็ไม่เกิด

การจำได้หมายถึงการคุ้นชินกับมันนั่นเอง


2.เมื่อท่านคุ้นชินกับมันได้แล้ว

การยอมรับความจริงขณะใช้ชีวิตในสังคม

สำหรับตัวท่านเองนั้นมันจึงจะเกิดได้ง่ายขึ้น

เพราะมันมิได้เป็นประสบการณ์ใหม่อะไรเลย

ถ้าจะมีใหม่เข้ามาก็น่าจะเป็นคนใหม่เท่านั้น

ส่วนความข้องคับใจก็มาจากเงื่อนไขคล้ายกัน


3.ให้ท่านถามตัวเองว่า

นอกจากคนอื่นยื่นเงื่อนไขให้ท่านเกิดทุกข์แล้ว

บางทีตัวท่านเองก็เป็นผู้ยื่นเงื่อนไขลบให้ผู้อื่น

ทั้งที่ไม่รู้ตัวก็มีและที่ประมาทหรือขาดสติก็มี


ถ้าท่านเองก็ยังมีดีมีชั่วติดตัวอยู่แล้ว

หัดยอมๆคนอื่นเขาบ้างจะดีกว่าไหมล่ะท่าน

เลิกเสียเถอะการทำตนประเภท 

“ทีเอ็งข้าก็ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย”

“ทีใครทีมันหรือทีฮูทีอิท” 


4.เคล็ดลับการทำใจให้ยอมรับ

เมื่อท่านเป็นฝ่ายถูกกระทำด้านลบก็คือ

มองว่าเขาเป็นครูผู้ออกข้อสอบยากๆให้ท่าน

เพื่อช่วยท่านยกระดับจิตหยาบสู่มิติที่สูงขึ้น

สำหรับการหมุนธรรมจักรในตนเองโดยตรง


ถ้าท่านเป็นคนดีที่แท้จริงนั้น

ต้องมองว่าที่ไม่พอใจหรือจิตตกฉับพลันนั้น

เพราะตัวเขาสอนให้ท่านรู้ว่าทำแบบนั้นมันชั่ว

เมื่อท่านรู้ว่าทำแบบนั้นมันคือชั่วได้แล้ว

เขาก็จะเปลี่ยนมาเป็นครูของท่านแทน

มิได้เป็นศัตรูผู้ที่สมควรจะโกรธแค้นอีกต่อไป


ครูด้านชั่วๆหาไม่ง่ายนักซึ่งทุกคนต้องการ

กว่าจะโผล่เข้ามาในชีวิตท่านสักคนหนึ่งนั้น

มันมิได้มีมาหาง่ายเลยสักนิดเดียว

เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนชั่วของใครหรอก

การจะเป็นคนชั่วของคนอื่นนั้นมันมีความเสี่ยง

ท่านจึงสมควรอนุรักษ์คนชั่วคนนั้นไว้

ด้วยการไม่ทำร้ายทำลายครูแบบคนอกตัญญู


ผู้ที่รู้ตัวว่าสิ่งนั้นชั่วก็คือตัวท่าน

ผู้ที่ช่วยให้ตัวท่านรู้ว่าแบบนั้นมันชั่วคือตัวเขา

เมื่อท่านตอบสนองเขาด้วยการทำชั่วตอบแทน

ลักษณะที่ว่า “หนามยอกเอาหนามบ่ง”

ลองคิดใหม่อีกทีเถิดว่า #ใครชั่วกว่ากัน

ระหว่าง “ตัวมันกับตัวกู”


ไม่ต่างจากพระเจ้าที่ยอมให้โลกนี้มีทั้งดีและชั่ว

เพื่อให้ลูกแกะทั้งหลายได้ใช้เรียนรู้กัน

โดยทรงติดตั้งพระศาสดาและสมองไว้ให้แล้ว

แต่บางคนยังบังอาจพิพากษาพระองค์ว่าชั่ว

คงต้องเปลี่ยนสมองที่ในหัวให้เป็นเขาควาย

เวลาจะขวิดก็ต้องก้มหัวต่ำ ๆทำให้ไม่เห็นศัตรู

สู้วัวที่มีเขาชี้ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ว่ามั้ย?


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

2/06/2569