#บัดนี้โลกสิ้นยุคพลังงานเก่าแล้ว
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
จิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ของพวกท่านนั้น
ก่อนข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติแรก
เคยให้สัจจะกับพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
คือองค์จิตจักรวาลดวงใหญ่หรือพระเจ้าว่า
จะข้ามมิติเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลก
เพื่อทำหน้าที่อยู่ประจำโลกนาน 6 หมื่นปี
โดยไม่มีวันตายหรือไม่มีภพชาติแต่อย่างใด
หมายถึงจิตวิญญาณจะมาเกิดเพียงครั้งเดียว
จะเข้ามาทำหน้าที่อยู่ประจำโลกเพียงที่เดียว
จะเข้ามาเกิดเป็นคนสองมิติคือมนุษย์เท่านั้น
จะไม่ไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์มายา
จะไม่หาเรื่องให้จิตวิญญาณต้องไปเกิดในนรก
จะไม่ทำผิดจนตกชั้นไปเกิดเป็นสัตว์ประจำโลก
จะเกิดครั้งแรกครั้งเดียวและจะตายเมื่อสิ้นยุค
ที่พวกท่านรับเงื่อนไขโดยให้สัจจะต่อพระบิดา
ทั้ง “6 จะ” ที่เรากล่าวเอาไว้ทั้งหมดแล้วนั้น
หมายถึงพวกท่านขันอาสาเข้ามาเกิดบนโลกนี้
ด้วยการมีชีวิตเป็นอมตะคือ #ไม่มีหน้าที่ตาย
เมื่อไม่ต้องตายแล้วการเกิดใหม่และการแก่ชรา
ย่อมไม่มีสำหรับพวกท่านทุกคนไปโดยปริยาย
พวกท่านจะตายจากโลกนี้ได้เมื่อสิ้นยุคเท่านั้น
นี่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พวกท่านจะต้องรู้
แต่ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้นั้น
พวกท่านตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพบเห็นว่า
จะมีเพื่อนมนุษย์คนไหนที่สามารถอยู่ค้ำฟ้าได้
โดยไม่ตายไม่แก่ชราและไม่มีการเกิดใหม่
แต่พวกท่านกลับพบภาพการเกิดแก่เจ็บตาย
โดยรู้ว่าเมื่อตายแล้วจะมีการขึ้นสวรรค์ลงนรก
รวมทั้งกลับมาเกิดเป็นมนุษย์โลกที่นี่กันอีกก็มี
จึงรวมเรียกว่าวนอยู่ใน #วัฏสงสาร นั่นแหละ
จนเป็นที่มาของประโยคฮิทติดปากติดหูกันว่า
#การเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา
ซึ่งเข้าใจผิดโดยใช้ภาพที่เห็นเป็นข้อสรุป
เราจึงเคยกล่าวเตือนท่านทั้งหลายเอาไว้ว่า
“สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง” ก็ได้
พวกท่านจะเชื่อสิ่งที่ตาเห็นหูได้ยินในทันที
โดยไม่คิดใคร่ครวญพิจารณาให้รอบครอบ
ก่อนที่จะเชื่อไปตามนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด
กรณีที่เชื่อว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา
ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดเพราะว่าท่านไม่รู้เป็นต้น
เราเคยกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีอยู่จริงบนโลกเสรีนี้
ทุกรูปธรรมมีหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานของโลก
เริ่มจากต้นไม้ใหญ่พวกเขาเติบโตไม่มีเติบตาย
เพราะต้องทำการผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่โลก
โดยส่งให้ทางปลายรากที่หยั่งลึกลงไปในดิน
ต้นไม้ทุกต้นจะเจริญเติบโตสูงใหญ่ได้เรื่อย ๆ
เพราะเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกที่สำคัญยิ่ง
เนื่องจากยุคแรกโลกนี้มีแต่ต้นไม้ใหญ่เท่านั้น
สิ่งมีชีวิตอีกพวกหนึ่งคือ #สัตว์ประจำโลก
พระเจ้าทรงกำหนดสร้างขึ้นมาในภายหลัง
เมื่อทรงย้ายไดโนเสาร์ออกไปจากระบบโลก
เพราะไดโนเสาร์โตวันโตคืนเหมือนต้นไม้ใหญ่
ทำให้น้ำหนักมวลบนพื้นโลกมากเกินไป
ยังผลให้โลกแกว่งส่ายเสียสมดุลขณะหมุน
พระองค์จึงต้องลดน้ำหนักมวลบนพื้นผิวโลก
เพื่อปรับสมดุลของน้ำหนักมวลเสียใหม่
พระองค์จึงทรงยินยอมให้ “สัตว์ประจำโลก”
ที่ทรงออกแบบให้เป็นสัตว์น้อยใหญ่หลายชนิด
เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวที่สามารถตายได้
โดยสัตว์แต่ละชนิดจะมีอายุขัยไม่เท่ากัน
เพราะต้องผลัดกันทิ้งกายสังขารไปจากโลก
สัตว์พวกนี้จะเป็นประเภทที่เกิดง่ายตายเร็ว
จะได้มีผู้ที่ยังมีชีวิตเพื่อทำหน้าที่อยู่บนโลกได้
ไม่ใช่ทิ้งโลกนี้ไปกันหมดสิ้น
พระองค์ทรงยอมให้สัตว์ประจำโลก
เกิดง่ายตายเร็วและส่วนใหญ่จะมีลูกดกนั้น
ก็เพื่อชดเชยหรือเสริมเติมกับส่วนที่ตายไป
โดยจะทรงใช้ #จำนวนรูปธรรม เป็นสำคัญ
พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริงในเรื่องนี้ได้
จึงสอนสงฆ์ที่เป็นสาวกไว้ด้วยศีลข้อแรกว่า
#จงอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต #ให้มีเมตตาต่อสัตว์
เพราะจิตวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนั้น
ต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ในระบบโลก
ไม่มีหลุดพ้นนิพพานเพื่อกลับบ้านแดนสุญตา
สัตว์ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์มีแต่โลกที่เดียว
ทั้งสัตว์ยังใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลกอีกด้วย
พระพุทธเจ้าจึงทรงเมตตาสัตว์เป็นอย่างมาก
สำหรับมนุษย์โลกแล้วต่างจากสัตว์โลก
เพราะสามารถออกลูกได้ท้องละหนึ่งคน
จะออกลูกเป็น “ครอก” หรือมากกว่าหนึ่งไม่ได้
แถมมนุษย์ยังมี “จิตหยาบ” หรือ “จิตสามนึก”
ช่วยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณผู้มาเกิดอีกด้วย
โดยมนุษย์จะมีชะตาชีวิตที่ถือติดตัวมาเกิด
เพื่อเป็นบททดสอบจิตสามนึกของจิตวิญญาณ
ที่สามารถจะผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวก
ช่วยค้ำจุนโลกให้สมดุลได้อย่างไม่จำกัดด้วย
จิตหยาบของมนุษย์แต่ละคน
เมื่อเจอบททดสอบจิตสามนึกที่คนใกล้ตัว
หยิบยื่นมาให้ด้วยเงื่อนไขต่างๆทั้งดีและชั่ว
ก็จะต้องตอบสนองเงื่อนไขนั้นไม่ว่าดีหรือชั่ว
ด้วยการรักให้ได้ให้อภัยให้เป็นกันให้จงได้
อย่างน้อยก็ต้องวางเฉยใจเย็นเป็นอุเบกขา
อันเป็นการตอบสนองทางด้านบวกเท่านั้น
ทั้งสัตว์ประจำโลกและมนุษย์โลก
จะสามารถเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกได้
ไม่ต่างจากต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่บนโลก
ต้นไม้ที่ตายแล้วหรือถอนรากออกจากแผ่นดิน
ต้นไม้นั้นจะเป็นเพื่อนร่วมงานกับโลกไม่ได้แล้ว
โดยช่วยค้ำจุนแผ่นดินไม่ให้พังทลายก็ไม่ได้
ช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าบวกให้โลกอีกก็ไม่ได้
มนุษย์คนใดที่ทิ้งกายสังขารไปจากโลกนี้แล้ว
จิตวิญญาณนั้นก็ทำหน้าที่ค้ำจุนโลกไม่ได้
นี่จึงเป็นคำตอบที่ถามเรามาว่า
ทำไมมนุษย์โลกจึงต้องมีชีวิตเป็นอมตะ
ทำไมพระเจ้าทรงรักพวกท่านทั้งหลายมาก
ขณะนี้จิตวิญญาณของท่านทั้งหลาย
ที่ขันอาสาเข้ามาเกิดอยู่ในระบบโลกเสรีนี้
นับจากภพชาติแรกที่ได้รับโอกาสให้มาเกิด
จนถึงบัดนี้ก็ครบ 60,000 ปีเศษคือสิ้นยุคแล้ว
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ได้
มีหน้าที่จะต้องกลับบ้านเกิดในแดนสุญตา
จะทำตัวเอ้อระเหยลอยไปลอยมาบ้าๆบอๆ
ให้เสียชาติเกิดกันต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
พวกท่านจะต้อง #หลั บเป็นตาย
ก่อน 56 วัน หรือ 8 ราตรีที่โลกมืดมิดจะมาถึง
เพื่อผันผ่านไปสู่ยุคพลังงานใหม่กันให้ทัน
แปลว่าท่านต้องพร้อมที่จะตายได้นั่นแหละ
เป็นการตายแบบที่ไม่มีอะไรให้ทำต่อแล้ว
นั่นคือจิตหยาบจะต้องนิพพานทุกอย่างหมดสิ้น
จนพร้อมที่จะหลุดพ้นได้แล้วเท่านั้น
เอเมน สาธุ
#พระบุตรเอก
7/06/2569

