พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
บัดนี้โลกกับมนุษย์สิ้นสุดยุคพลังงานเก่าแล้ว
จิตวิญญาณของท่านที่อาสามาเกิดเป็นมนุษย์
ได้เวลาที่พวกท่านจะต้องหลุดพ้นนิพพาน
เพื่อกลับบ้านเกิดแดนสุญตาตามสัญญาแล้ว
โดยจิตวิญญาณของท่านทุกคน
จะสามารถข้ามมิติออกจากเอกภพนี้ออกไปได้
ก็ต่อเมื่อ “จิตหยาบ” หรือ “จิตสามนึก”
ซึ่งช่วยทำหน้าที่หมุนธรรมจักรแทนจิตวิญญาณ
เข้าถึงแรงสั่นสะเทือนสูงสุดจนมี 6 เหลี่ยมมุม
หรือเข้าถึง 6D เท่ากับจิตวิญญาณได้เท่านั้น
เราเคยเปรียบเทียบเอาไว้เป็นนัยว่า
จิตวิญญาณแก่นแท้ของมนุษย์เป็นดั่งฝูงแกะ
ที่พระบิดาแห่งจิตวิญญาณหรือพระเจ้า
ทรงปล่อยออกมาจากคอกแกะคือแดนสุญตา
ให้เข้ามาใช้ชีวิตแบบคนสองมิติอยู่ในทุ่งใหญ่
อันหมายถึง “โลกเสรี” ที่ท่านเหยียบยืนนี้
โดยพวกท่านให้สัญญาต่อพระเจ้าเอาไว้ว่า
จะเข้ามาทำหน้าที่ตามพันธะสัญญาหกประการ
เพื่อการใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกเอาไว้
มีกำหนดนานหนึ่งยุค คือ 60,000 ปีโลก
เพราะว่าความสมดุลของโลก
เป็นความสมดุลของ “เอกภพ” ระบบใหญ่
ที่พระเจ้าทรงใช้เป็นห้องทดลองของพระองค์
เพื่อเรียนรู้ว่าพระองค์จะทรงทำอะไรได้บ้าง
ตามคำกล่าวที่ว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก”
แล้วต่อด้วยประโยคที่ว่า “โลกค้ำจุนเอกภพ”
ซึ่งการค้ำจุนโลกและเอกภพดังกล่าวนั้น
จะเกิดได้ก็เพราะ #การเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง
โลกจะมีพลังงานที่ใช้เพื่อการเหวี่ยงหมุนได้
ต่อเมื่อจิตหยาบกับจิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้น
จะต้องสมดุลกันภายในตนเองได้เป็นลำดับแรก
จึงจะใช้ขันธ์ห้าผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวก
ในแบบที่โลกต้องการออกมาได้
ถ้ามนุษย์คนนั้นหมุนธรรมจักรในตนเองได้แล้ว
นำพระเจ้าในตนเองออกมาแสดงต่อคนใกล้ตัว
พฤติกรรมด้านบวกที่ขับเคลื่อนด้วยรักเพื่อให้
จะกลายเป็นเงื่อนไขด้านบวกของคนใกล้ตัวได้
เพื่อให้พวกเขาหมุนธรรมจักรตามท่านไปด้วย
ถ้าท่านแสดงออกหรือกระทำต่อกัน
ด้วยการหมุนธรรมจักรไปด้วยกัน 3 คนขึ้นไป
พลังงานจิตด้านบวกในรูปของพลังงานร่วม
ก็จะเป็นไปตามสมการ Σβₓตามที่เราเคยระบุไว้
ซึ่งเป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน
เมื่อมนุษย์ร่วมกันช่วยให้โลกหมุนได้ต่อเนื่อง
โลกทั้งระบบก็จะสงบสมดุลได้อย่างยั่งยืนต่อไป
เมื่อโลกเกิดความสมดุล
ดาวพลูโตซึ่งมีหน้าที่จะต้องโล้ไปโล้มา
ระหว่างสองระบบสุริยะบนกาแล็กซี Milky Way
ซึ่งเป็นเสมือนเส้นผ่านศูนย์กลางของเอกภพ
เกิดการเหวี่ยงหมุนรอบแกนกลางไปด้วย
ยังผลให้กาแล็กซีอื่นๆอีก 12,500 ล้านระบบ
ที่พระเจ้าทรงติดตั้งเอาไว้ภายในเอกภพ
ก็จะสามารถเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองไปได้ด้วย
คำอธิบายสั้นกระชับที่จับมากล่าวพอสังเขปนี้
พระพุทธเจ้าทรงใช้คำสั้นๆว่าเป็นหน้าที่มนุษย์
ที่จะต้องหมุนธรรมจักรเมื่อได้รับโอกาสมาเกิด
ซึ่งพระองค์ตรัสรู้เรื่อง “ธรรมจักรกัปวัตนสูตร”
ครั้งที่ทรงประกาศธรรมเป็นปฐมเทศนาเอาไว้
ผู้ที่จะได้ชื่อว่า #เป็นผู้บรรลุธรรม ได้ก็ต่อเมื่อ
ท่านผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.จะต้องรู้ว่าจิตวิญญาณของตนเป็นใคร
มาจากไหน ใครให้มา มาเพื่อทำหน้าที่อะไร
2.จะต้องเรียนรู้ว่าขณะเกิดเป็นมนุษย์นั้น
ตนเองคือจิตหยาบผู้ทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณ
ตนจึงมีหน้าที่หมุนธรรมจักรผลิตพลังงานบวก
มอบให้แก่โลกเพื่อช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน
3.จะต้องรู้ว่าถ้าจิตหยาบจะหมุนธรรมจักรได้
จิตหยาบนั้นจะต้องว่างไปจากกิเลสตัณหาก่อน
การบรรลุธรรมในขั้นนี้จึงมิใช่เพียงแค่รู้
แต่ตัวท่านนั้นจะต้องเข้าถึงกันให้ได้จริงๆด้วย
นั่นคือต้องรู้ว่าจะนิพพานกิเลสให้สิ้นได้อย่างไร
ถ้าท่านทำสำเร็จได้จึงจะคุยว่าบรรลุธรรมแล้ว
4.จะต้องรู้ว่าการนิพพานกิเลสนั้น
หากท่านทำสำเร็จท่านก็จะนิพพานกรรมได้
เมื่อนิพพานกรรมได้สังสารวัฏก็จะนิพพานด้วย
เมื่อท่านนิพพานสังสารวัฏได้
การเกิดการชราของชีวิตรวมทั้งการเจ็บป่วย
อีกทั้งการตายจากโลกของจิตวิญญาณก็ไม่มี
แปลว่าท่านจะสามารถนิพพานภพชาติได้ด้วย
5.จะต้องรู้ว่าโลกนี้ไม่ใช่บ้านของจิตวิญญาณ
แต่โลกเป็นทั้งห้องเรียนและที่ทำงานของท่าน
โดยท่านอาสามาทำหน้าที่กันนานหกหมื่นปี
พวกท่านจะเบื่อชีวิตเบื่อโลกฆ่าตัวตายไม่ได้
จะกลัวทุกข์อยากมีความสุขกว่าการเป็นมนุษย์
เพราะถูกหลอกให้เชื่อว่าเกิดมาเป็นมนุษย์โลก
มีแต่ความทุกข์ทั้งปวงแล้วพวกท่านก็เชื่อตาม
โดยไม่มีสติที่จะคิดพิจารณาว่าทุกข์จริงหรือไม่
แต่ดันทุรังไปเชื่อตามคนนำทางตาบอดชรา
ที่ถูกผีโสโครกเป่าหูหลอกลวงมาอีกทีหนึ่งว่า
ตายแล้วไปเกิดเป็นเทพเทวดาบนสวรรค์มายา
ดีกว่ามาเกิดเป็นมนุษย์โลกกันไปโน่น
คนที่เป็นผู้บรรลุธรรมได้แท้จริง
จะต้องไม่เกลียดทุกข์ไม่กลัวทุกข์
จะต้องไม่ติดสุขไม่ติดทุกข์
ไม่อยากไปเกิดเป็นเทพเทวดาหรือว่าพรหม
เพราะรู้ความจริงได้ว่าจิตวิญญาณของท่านนั้น
ขันอาสาเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลกเท่านั้น
มาเพื่อใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก
ไม่ใช่มาเพื่อบ้าสังสมบุญบ้ารวยบ้าอำนาจ
แต่มาทำทุกอย่างเพื่อโลกเพื่อจักรวาล
มาทำเพื่อให้ไม่ใช่ทำเพื่อเอาโดยแท้
6.ผู้ที่จะถูกเรียกว่าเป็นผู้บรรลุธรรมได้เต็มคำ
ถ้าท่านเป็นมนุษย์โลกไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด
จักต้องรู้ความจริงและรู้ปฏิบัติจริงทั้ง 5 ข้อนี้ได้
ไม่ใช่แค่ท่องเก่งจำเก่งและทำปากแจ๋วเก่ง
จำหัวข้อของศีลและจำคำสอนในคัมภีร์ได้แม่น
แต่เข้าทำนอง #ดีแต่พูด คือ “ปู๊ด” ไปเรื่อย
ซึ่งคนชอบธรรมแต่ขี้เกียจศึกษาพระคัมภีร์
จะถูกจริตกับคนสอนธรรมจำพวกนี้กันมาก
เพราะสร้างคอนเท้นท์จูงใจคนฟังเก่ง
แต่ในเนื้อธรรมที่เป็นสาระนั้นไม่มีอะไรใหม่
กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา
เอเมน สาธุ
#ปัญญาวิสุทธิ์
9/06/2569
#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้
