11 มิถุนายน 2569

โลกกับมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงจิตสามนึก


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย

ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาลหรือพระเจ้าว่า


สิ่งที่มนุษย์กับโลกจะต้องเปลี่ยนแปลง

เพื่อให้พร้อมที่จะเข้าสู่โลกยุคพลังงานใหม่นั้น

มันมีอยู่หลายเรื่องและหลายกรณีด้วยกัน

โดยเราพอจะแบ่งออกมากล่าวได้ คือ

#โลกกับมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงจิตสามนึก


คำว่า “จิตสำนึก” ที่มนุษย์โลกกำลังใช้กันอยู่นั้น

แท้แล้วจะต้องเรียกว่า #จิตสามนึก จึงจะถูก

เพราะเป็นจิตหยาบที่ทำหน้าที่อยู่ถึง 3 นึก

นั่นคือ #นึกออก #นึกเอา และ #นึกเอง


พระบิดาแห่งจิตวิญญาณหรือพระเจ้า

ทรงบัญชาให้จิตวิญญาณแก่นแท้ของทุกท่าน

ที่ขันอาสาเข้ามาเกิดเป็นคนสองมิติอยู่ที่โลกนี้

จะต้องแวะที่ "วิหารสีขาว" ตรงด่านนภาลัย

ประตูเข้าออกระหว่างแดนสุญตากับเอกภพ

เพื่อทำหน้าที่สำคัญตรงด่านนี้อยู่ 2 อย่าง คือ


#อย่างแรก

จะต้องจับมือกันอย่างน้อย 2-3 รูปธรรม

เพื่อวางแผนเขียน “บทละคร” ร่วมกันว่า

จะสร้างบทละครในการเป็นครอบครัวเดียวกัน

ในลักษณะไหน แบบใด และอย่างไร

เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็น “สัตว์สังคม”

ที่จะต้องร่วมกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ด้วยสมการร่วมของจิตสามนึก คือ Σβₓ

โดย “X” แทนค่าด้วยจำนวน 3 คนขึ้นไป


เมื่อเข้ามาเกิดกันในภพชาติแรกนั้น 

ทุกคนทุกจิตวิญญาณจะต้องมีครอบครัว

โดยตัวละครหลักก็คือ #พ่อ #แม่ และ #ลูก

ส่วนบทละครที่จะแสดงร่วมกันเมื่อมาเกิดแล้ว

จะเรียกกันว่า #ชะตาชีวิต ก็ได้


#อย่างที่สอง

สิ่งต้องทำที่ด่านนภาลัยแห่งนี้กันก็คือ

ต้องสร้างชะตาชีวิตเพื่อให้เป็นบทละครหลัก

ที่จิตวิญญาณพวกท่านขีดเขียนร่วมกันขึ้นมา

เพื่อให้ “จิตหยาบ” หรือจิตสามนึกแต่ละคน

เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นเพื่อทำหน้าที่ต่างๆ

ในนามของจิตวิญญาณของตนเองได้

เมื่อได้โอกาสเกิดเป็นคนสองมิติบนโลกแล้ว


ดังนั้น

บทละครที่พวกท่านแสดงออกหรือทำต่อกัน

จึงเป็น “เงื่อนไข” ที่ใช้ในการกระตุ้นจิตหยาบ

ให้เกิดการสั่นสะเทือนหรือตื่นตัวขึ้นมาได้

โดยพระเจ้าได้ทรงออกแบบกำหนดเอาไว้ว่า

ให้มโนกรรมขับเคลื่อนวจีกรรมและกายกรรม

ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ชอบแล้วว่า 

“จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” นั่นเอง


ถ้าไม่มีเงื่อนไขอะไรกระตุ้นจิตหยาบ

การสั่นสะเทือนตอบสนองให้เกิดพฤติกรรม

เพื่อการดำเนินชีวิตมันก็จะเกิดขึ้นไม่ได้

จิตวิญญาณพวกท่านจึงต้องถือบทละครมาให้

โดยแลกเปลี่ยนเงื่อนไขนั้นมาแสดงร่วมกัน


ชะตาชีวิตของพวกท่าน

ที่ถือมาให้จิตหยาบเป็นผู้แสดงร่วมกันนั้น

มันจึงเป็น #บททดสอบจิตสามนึก 

คือเงื่อนไขที่จะกระตุ้นให้จิตหยาบมันทำงาน

เพื่อให้มันสั่นสะเทือนได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะตอนกลางวันหรือในยามตื่น


ถ้าท่านทั้งหลายสั่นสะเทือนจิตสามนึก

เมื่อถูกกระตุ้นหรือปลุกเร้าด้วยเงื่อนไขนั้นแล้ว

การสั่นสะเทือนจิตหยาบหรือจิตสามนึกนั้น

มันจะเกิดขึ้น 5 ขั้นตอนที่เรียกกันว่าขันธ์ห้า

เพื่อแสดงว่าพวกท่านนั้นเป็น #คนสองมิติ

ซึ่งจะทำให้เกิดการกระทำทั้งทางกายภาพ

กับการกระทำในมิติของจิตวิญญาณคู่กันด้วย

เราก็เคยกล่าวว่าเป็นการกระทำในมิติคู่ขนาน

จะกล่าวแบบไหนก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ


ถ้าจิตวิญญาณไม่ถือเอาชะตาชีวิตมาให้

ภารกิจการใช้ขันธ์ห้าในการสร้างเมตตาธรรม

เพื่อช่วยค้ำจุนสมดุลโลกก็เกิดขึ้นจริงไม่ได้

เนื่องจากจิตสามนึกหรือจิตหยาบของท่านนั้น

แม้ว่าพวกมันจะซุกซนเหมือนลิงไม่เคยอยู่นิ่ง

แต่เป็นการซุกซนในแบบไร้สาระสะเปะสะปะ

พระเจ้าจึงทรงออกแบบบทละครให้ท่านเลือก


ในบทละครที่พวกท่านแสดงเป็นเงื่อนไขกันนั้น

มันจะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ บทดีกับบทร้าย

ซึ่งจะกระตุ้นจิตสามนึกของท่านได้ทั้งสองแบบ

แถมในบางบทละครที่เป็นบททดสอบเหล่านั้น

มีทั้งที่ดีมากกับดีน้อยและร้ายมากกับร้ายน้อย

คละเคล้ากันไปอีกต่างหากด้วย


พระศาสดาแห่งโลกทุกพระองค์

ทรงรู้ความจริงในเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี

จึงมีแนวทางในการสอนมนุษย์ให้รู้จักรักกัน

เพราะภารกิจของจิตวิญญาณของพวกท่าน

จักต้องใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกไงล่ะ

นั่นคือใช้ความรักเพื่อช่วยให้โลกหมุนให้ได้


วิถีจิตจักรวาลจึงไม่มีศีลให้ท่องจำแล้วทำตาม

มีเพียงแต่ชี้แนวทางให้มนุษย์ทำกันแบบง่ายๆ

ด้วยการดำเนินขีวิตตามหลักปฏิบัติต่อไปนี้ คือ

#ต้องรักให้ได้แม้ว่าเขาจะทำตัวไม่น่ารัก

#ต้องอภัยให้เป็นแม้เขาทำตัวไม่น่าให้อภัย

#ต้องมีจิตใจที่เมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขา


โดยต้องปฏิบัติตามที่ว่านี้ได้อย่างไม่มีเงื่อนไข

รวมเรียกว่าเป็นการหมุนธรรมจักรร่วมกันนั่นเอง


ถ้าท่านไม่ปฏิบัติตามที่เรากล่าวมานี้

แสดงว่าตัวท่านคือจิตหยาบนั้นล้มเหลวแล้ว

จิตวิญญาณผู้มอบอำนาจให้จิตหยาบทำแทน

ก็ต้องล้มเหลวตามไปด้วยโดยไม่มีข้อแม้


ผู้สอบตกบททดสอบจะเป็นทาสกฎแห่งกรรม

เพราะว่าดันไปทำตาม “วิถีทางแห่งมาร” แทน

แบบใครดีมาข้าดีตอบใครชั่วมาข้าชั่วตอบ

ซึ่งมารเสี้ยมจิตหยาบพวกท่านเอาไว้ตั้งแต่เด็ก

โดยใช้กิเลสตัณหาอารมณ์ขยะครอบงำจิตไว้

ชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่จึงเป็นไปตามยถากรรม

เพราะเข้าถึงจิตสามนึกด้านบวกกันไม่ได้


ใครที่สอบตกบททดสอบ

ก็เท่ากับว่าได้เขียนบทละครใหม่ทับซ้อนขึ้นมา

บทละครใหม่ที่จิตหยาบเขียนกันขึ้นมาเองนั้น

พระเจ้าทรงให้เรียกมันว่า #ชะตากรรม

ซึ่งเป็นแบบ “กรรมใครกรรมมัน” วุ่นวายกันหมด

เพราะไม่รู้ว่าไหนชะตาชีวิตไหนชะตากรรม


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ


#ปัญญาวิสุทธิ์

11/06/2569


#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้