12 พฤษภาคม 2569

คำสอน​ 12/05/2026 : คนสอนธรรม



 พี่ๆน้อง ๆผู้เป็นคนชอบธรรมที่รักทั้งหลาย


เมื่อวานนี้เราถูๆไถๆมือถือไปได้สักพักหนึ่ง

ปรากฏว่าเราได้พบคลิปประเภท Pod Cast

เป็นรายการประเภท “สนทนาธรรม” กันสองคน

ระหว่างนักจัดรายการชื่อดังคนหนึ่งซึ่งคนรู้จักดี

กับคนสอนธรรมคนหนึ่งซึ่งป้อปปูล่าในสังคม

เพราะมีผู้คนสนใจฝีปากอาจารย์แกมากโขอยู่


เพราะอาจารย์ท่านนี้พูดคล่องพูดเก่ง

ธรรมะที่นำมาสนทนาเมื่อถูกชาวบ้านโทรถาม

ไม่มีคำถามไหนที่อาจารย์แกจะตอบไม่ได้

มีทั้งที่อ้างว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เช่นนั้น

รวมทั้งที่เป็นความคิดเห็นและความเชื่อส่วนตัว

โดยไม่ได้เน้นย้ำให้ผู้ชมผู้ฟังรับทราบกันก็บ่อย


เราหวั่นใจว่าคนที่รักชอบอาจารย์ท่านนี้

ที่มีความรู้ความเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า

ยังไม่ลึกซึ้งมากพอจะหลงผิดคิดเข้าใจไปว่า

สัจธรรมทุกสิ่งอย่างที่คนสอนธรรมกล่าวนั้น

เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ทั้งสิ้น

เพราะตลอดเวลาจะมีการอ้างอิงพระพุทธเจ้า

คนปัญญาน้อยที่เชื่อถือคนสอนธรรมกันอยู่

อาจคล้อยตามคำสอนผิดๆกันได้โดยง่ายดาย


เพราะการพูดเก่งพูดคล่องพูดจาฉะฉาน

พูดจาดูดีมีหลักการพูดแล้วลื่นไหลไม่ติดขัด

แถมยังมีอ้างพระพุทธเจ้าเอาไว้เป็นระยะๆด้วย

ใครฟังคนดังสไตล์นี้มีหรือที่จะไม่เคลิบเคลิ้ม


เราจะขออนุญาตยกตัวอย่าง

บทสนทนาธรรมของคนสอนธรรมที่ว่านี้

เริ่มจากพิธีกรชื่อดังตั้งคำถามอาจารย์คนนี้ว่า

#คนทุกคนมาเกิดบนโลกนี้กันทำไม

คนสอนธรรมที่เรียกตนเองว่าอาจารย์ท่านนั้น

กลับชิงกล่าวตัดบทพิธีกรคนถามเอาดื้อๆว่า

#คำถามดังกล่าวนั้นเป็นคำถามที่ไม่ถูกต้อง

#พิธีกรไม่ควรที่จะถามคำถามเช่นว่านั้นเลย


เราเองแปลกใจว่า...

ทำไมคนสอนธรรมจึงไม่ตอบคำถามนั้น

แถมยังตัดบทโดยเปลี่ยนประเด็นหน้าตาเฉย

พิธีกรที่อยากรู้คำตอบหรืออยากได้คำตอบ

จึงได้แต่กลอกตาทำหน้าเอ๋อเหรอแบบงงในงง

เพราะถูกคนสอนธรรมเบี่ยงเบนประเด็นนั้นไป

ด้วยการสอนพิธีกรกับผู้ชมรายการนั้นอยู่ว่า


คำถามที่ถูกต้องเหมาะสมก็คือ

พิธีกรเองควรจะถามว่า #ทุกคนมีเหตุปัจจัยอะไร

#จึงได้มาเกิดกันอยู่บนโลกนี้มากกว่า


จากนั้นอาจารย์ท่านนี้ก็ชิงสาธยายขยายธรรม

ด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าสารพัดที่จะชักมาอ้าง

โดยสรุปแล้วท่านจะอ้างว่าเป็นเพราะ “อวิชชา”

จึงพาให้จิตวิญญาณต้องมาเกิดเป็นคนไงล่ะ


คำตอบสั้นกระชับที่ฟังดูแล้วเข้าทีดังกล่าวนี้นั้น

เราจะบอกท่านทั้งหลายว่ามันเป็นแค่ปลายเหตุ


จงจำเอาไว้เถิดว่า...แม่น้ำทั้งสายนั้น

จะประกอบด้วย #ต้นน้ำ #กลางน้ำ #ปลายน้ำ


เรื่องของจิตวิญญาณที่มาเกิดเป็นมนุษย์โลก

ตามที่พิธีกรเขาอุตส่าห์ถามเพราะความอยากรู้

จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “ต้นเหตุ” หรือต้นเรื่อง

ที่เป็นเหตุให้ทุกคนมาเกิดกันบนโลกนี้ต่างหาก

มิใช่เพราะอวิชชาที่จิตไปหลงยึดติดอัตตาเข้า

จึงทำให้ต้องมาเกิดเป็นคนกันอยู่บนโลกเสรีนี้


เราว่า “คนสอนธรรม” ที่เป็นอาจารย์ท่านนี้

คงตอบคำถามที่พิธีกรถามไม่ได้คือไม่รู้คำตอบ

แถมยังเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการเปลี่ยนคำถาม

ทำให้พิธีกรและชาวบ้านถึงกับงงตาแตกไปเลย


คนสอนธรรมเองคงจะเลอะลืมไปแล้วว่า

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่อง #ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร

ทรงพบความจริงว่าจิตวิญญาณมนุษย์มาเกิด

เพื่อ #ช่วยกันใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลก


แปลประโยคนี้เป็นคำกล่าวแบบชาวบ้านว่า

มาช่วยกันสั่นสะเทือนจิตหยาบให้เกิดขันธ์ห้า

เพื่อผลิตพลังงานจิตด้านบวกมอบให้แกนโลก

ได้ใช้จุดระเบิดอะตอมธาตุออกซิเจนที่บริสุทธิ์

เป็นแบบปฏิกิริยาลูกโซ่เหมือนกับพวงประทัด

เพื่อทำให้แกนโลกบิดตัวจนเหวี่ยงหมุนไปได้


เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนในชาติแรก

ต่างล้วน #ขันอาสาพากันเข้ามาเกิดในเอกภพ

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประจำการอยู่บนโลกเสรีนี้

หน้าที่คือทำให้เราคือโลกหรือโลกคือเราให้ได้

แปลว่า #จะต้องช่วยกันทำให้โลกเหวี่ยงหมุน 

เมื่อโลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่องแล้ว

ทุกสิ่งและทุกคนกับโลกก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน


เพราะคนสอนธรรมถูกผีโสโครกหลอกลวง

โดยบิดเบือนสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

แถมยังแอบเอาความเชื่อส่วนตัวของตนเอง

เข้าไปปลอมปนความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้

ซึ่งฟังดูแล้วแนบเนียนและน่าเชื่อเสียเหลือเกิน


อยากบอกแกว่าสอนธรรมะผิดจะไปติดในนรก

ตรงขุมที่สิบสามนานจนกว่าจะสำนึกบาปนั้นได้


อยากบอกแกด้วยว่าการแอบสอนคนให้คนเชื่อ

ตามความเชื่อของแกเองนั้นมันคือเจ้าลัทธินะ

หาใช่คนสอนธรรมที่จะเรียกตัวเองว่าอาจารย์ได้


สงสารโลกกับพี่น้องที่เป็นคนชอบธรรมยิ่ง

เพราะหาคนรู้จริงช่วยท้วงติงอาจารย์แกไม่ได้


เอเมน สาธุ


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาล

โดย: อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

12/05/2569

สวัสดีกันวันอังคาร​ 12/05/2026



 สวัสดีกันวันอังคาร

Good Morning Tuesday


ถูกผิดเกิดที่จิตหยาบ

บุญบาปเกิดที่จิตวิญญาณ

นิสัยสันดานเกิดที่การเคยชินเคยตัว

ดีหรือชั่วเกิดที่ตัวทำ

สูงหรือต่ำเกิดที่การทำตัวเอง


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

11 พฤษภาคม 2569

สวัสดีกันวันจันทร์​ 11/05/2026


สวัสดีกันวันจันทร์

Good Morning Monday


กรณีกฎแห่งกรรมนั้น

พระเจ้าทรงสร้างไว้สอนมนุษย์

เพื่อให้รู้ดีรู้ชั่วและรู้จักบาปบุญคุณโทษ

โดยที่จิตวิญญาณของมนุษย์

ต้องแลกกับการเวียนว่ายในสังสารวัฏ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

10 พฤษภาคม 2569

งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (4)



 #งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (4)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เพราะพระเจ้าทรงกำหนดสร้าง “เอกภพ”

สำหรับเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ของพระองค์

เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าพระองค์จะทรงทำสิ่งใดได้บ้าง

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งแรกขึ้นมาได้

โดยใช้ #สัญชาตญาณ ที่เป็นคุณสมบัติจำเพาะ

ซึ่งพระองค์ทรงมีพระอำนาจนั้นตามปกติอยู่แล้ว

เพียงแต่ทรงไม่รู้พระองค์มาก่อนเท่านั้น


หากท่านทั้งหลายจำเรื่องเล่าของเราได้

ตอนที่ทรงสำนึกรู้ว่ามีพระองค์อุบัติขึ้นมานั้น

เพราะพระองค์ต้องการจะรู้ว่าตรงนั้นคือที่ไหน

พระองค์เป็นใครทรงไปประทับอยู่ตรงนั้นทำไม

นึกคิดเท่าไหร่ก็ตอบตนเองไม่ได้สักที


พระองค์จึงทรงเคลื่อนย้ายพระองค์เอง

ไปทางโน้นทีทางนั้นทีเพื่อแสวงหาคำตอบ

แต่พระองค์ก็ไม่อาจพบคำตอบที่ต้องการได้

ท่านทั้งหลายลองหลับตานึกถึงภาพจริงก็ได้ว่า

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นสนามพลังงานสากล

ที่เพิ่งอุบัติขึ้นมาเป็นสิ่งแรกสุดก่อนที่จะมีสิ่งอื่น

เมื่อพระองค์ทรงเคลื่อนย้ายไปทุกทิศทางแล้ว

พระองค์ก็ไม่อาจพบเจอสิ่งอื่นใดอีกเลย


จึงทรงคิดคำนึงหรือรำพึงกับพระองค์เองว่า

นี่ถ้ามีใครสักคนที่เหมือนเรามาอยู่แถวนี้ท่าจะดี

เราจะได้ถามเขาว่าที่นี่คือที่ไหนเราเป็นใคร

และเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เป็นต้น


เพราะพระองค์ทรงคิดคำนึงเช่นนี้จริงๆ

ฉับพลันก็มีอีกรูปธรรมหนึ่งที่เหมือนกับพระองค์

คือเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 12D หรือมี 12 มิติ

ปรากฏรูปธรรมขึ้นมาต่อพระพักตร์ของพระองค์

จนเป็นที่แปลกพระทัยว่าสิ่งนั้นอุบัติขึ้นได้ยังไง

เพียงแค่พระองค์ทรงดำริตรินึกเอาเท่านั้นเอง


พระองค์ยังทรงเรียนรู้อีกด้วยว่า

รูปธรรมใหม่ที่อุบัติขึ้นโดยมีพระองค์เป็นเหตุนั้น

ไม่สามารถที่จะตอบคำถามของพระองค์ได้

รูปธรรมใหม่นั้นทำได้เพียงแค่ย้อนถามพระองค์

ด้วยคำถามที่พระองค์ทรงถามไปเท่านั้นเอง

ทรงถามว่าอย่างไรก็ได้คำตอบกลับมาอย่างนั้น

ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ก็คือ “เสียงก้อง” นั่นเอง


ขั้นตอนนี้พระเจ้าทรงได้บทสรุปแล้วว่า

ทรงสามารถกำหนดสร้างรูปธรรมทางพลังงาน

ตามที่พระจิตทรงกำหนดนึกขึ้นมาเท่านั้น

อีกทั้งยังทรงสามารถที่จะสร้างเสียงก้อง

หรือทรงสร้างเสียงสะท้อนได้อีกต่างหากด้วย

นี่คือประสบการณ์จริงจากการเรียนรู้ของพระเจ้า


ดังนั้น

เพื่อความมั่นพระทัยในพระอำนาจของพระองค์

จึงทดลองสร้างรูปธรรมทางพลังงานขึ้นใหม่อีก

คราวนี้กำหนดว่าทรงต้องการรูปธรรมที่มี 11 มิติ

โดยให้น้อยกว่าพระองค์เองอยู่หนึ่งเหลี่ยมมุม

ไม่ว่าจะทรงกำหนดสร้างรูปธรรมสักกี่ครั้งก็ตาม

จะเกิดรูปธรรมใหม่ที่มี 11 เหลี่ยมมุมขึ้นเสมอ

ยังผลให้บนพระอุระของพระองค์เองในขณะนั้น

มีรูปธรรมทางพลังงาน 11D ดำรงอยู่มากมาย


รูปธรรมทางพลังงานที่มี 11 เหลี่ยมมุม

หรืออาจกล่าวว่าเป็นรูปธรรมที่มี 11 มิติเหล่านี้

องค์พระเยซูคริสต์ทรงเรียกว่า #พระบุตร 

เพราะเป็นรูปธรรมที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิด

ด้วยการเนรมิตหรือทรงทดลองกำหนดสร้างขึ้น

พระเจ้ามิได้ทรงแบ่งภาคพลังงานของตนออกมา

เราจึงมิได้ถวายพระเกียรติพระเจ้าเป็นพระมารดา

แต่ถวายพระเกียรติว่าพระองค์เป็นพระบิดาแทน


การทดลองสร้างของพระเจ้าเพื่อการเรียนรู้นั้น

ในระยะแรกพระองค์ยังไม่มีทักษะในการทดลอง

เพราะเพิ่งจะเป็นครั้งแรกหรือสิ่งแรกที่ทรงกระทำ

การเรียนรู้ที่จะทรงกำหนดสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมานั้น

บางทีพระองค์ก็เผชิญ #สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง

อย่างกรณีไดโนเสาร์กับต้นไม้ใหญ่ของพระองค์

ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ในบทที่ผ่านมาแล้วนั้น


สิ่งที่พระองค์ทรงคาดไม่ถึงก็คือ

เมื่อกาลเวลานานผ่านไปต้นไม้ก็สูงใหญ่มากขึ้น

ขณะที่ตัวตนของไดโนเสาร์ก็โตใหญ่ขึ้นเช่นกัน

แต่ต้นไม้ใหญ่กับไดโนเสาร์เติบโตสวนทางกัน

ต้นไม้สูงขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่ว่าไดโนเสาร์ตัวยาวออก

ปรากฏว่าพวกเขาเติบโตโดยไม่สัมพันธ์กันเลย


เมื่อหลายๆปีผ่านไปปัญหาของไดโนเสาร์ก็คือ

ต้องยืดคอเพื่อจะได้กัดกินยอดอ่อนของต้นไม้

เพราะต้นไม้ใหญ่นั้นมันสูงขึ้นไปจากเดิมเรื่อยๆ

ขาทั้งสี่ที่เคยใช้คลานไปกับพื้นราบนั้นก็สั้นเกิน

ตัวก็หนักจนไม่อาจป่ายปีนขึ้นไปกินยอดไม้ได้

ไดโนเสาร์พวกนี้ส่วนใหญ่ช่วงคอจึงยืดยาวออก

ซึ่งเป็นการวิวัฒนาการตนเองเพื่อความอยู่รอด


ขณะที่ไดโนเสาร์อีกพวกหนึ่ง

ก็เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นไดโนเสาร์ตัวร้าย

จึงไล่กัดกินพวกเดียวกันเองเพราะความหิวโหย

จนกลายเป็นไดโนเสาร์เขี้ยวยาวและแหลมคม

ซึ่งพวกนี้จะไม่กินยอดไม้ใบอ่อนอีกต่อไปแล้ว

เพราะติดใจในรสชาติของเลือดเนื้อพวกเดียวกัน


ความไม่เหมาะสมจากประสบการณ์จริงในครั้งนี้

ถือเป็นความผิดพลาดจากการคาดการณ์ไม่ถึง

เพราะเป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงทดลองสร้าง

จึงไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อนเลย

ในที่สุดพระองค์จึงต้องทรงแก้ไขปัญหาที่ว่านี้

โดยย้ายไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ออกไปจากโลก

เอาไปไว้ที่ดวงจันทร์ในวงโคจรของดาวพฤหัส


ส่วนจิตวิญญาณของไดโนเสาร์พวกที่ดุร้าย

เมื่อตายไปจากโลกแล้วก็ให้มาเกิดบนโลกนี้อีก

โดยให้มาเกิดเป็นสัตว์มีพิษชนิดต่างๆแทน

เพื่อให้สอดคล้องต้องกันกับสันดานที่ดุร้ายนั้น 


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

10/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันอาทิตย์​ 10/05/2026

สวัสดีกันวันอาทิตย์

Good Morning Sunday


กฎแห่งกรรมมิได้หมายถึง

ผู้ฆ่าจะต้องเป็นผู้ที่ถูกฆ่าเสมอไป

เพราะนั่นคือการแก้แค้น

แต่ผู้ฆ่าจะต้องเผชิญเงื่อนไขเดิมนั้นอีก

เพื่อตัดสินใจว่าตนต้องไม่ฆ่าเขา


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

09 พฤษภาคม 2569

ประพฤติธรรมนั้นคืออย่างไร


ถ้าท่านเป็น “ผู้ประพฤติธรรม”

แสดงว่าท่านต้องเป็นคนชอบธรรมคนหนึ่ง

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งคนชอบธรรมจะต้องรู้ไว้ก็คือ

คำว่า “ประพฤติธรรม” นั้นคืออย่างไรกันแน่

จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการประพฤติธรรมที่แท้จริง


คำว่า “ประพฤติ” หมายถึงการปฏิบัติ

โดยท่านต้องปฏิบัติทั้งสองมิติคือกายกับจิต

ที่เรียกว่า “กายกรรม” กับ “มโนกรรม” คู่กันไป


กายกรรมหมายถึงการแสดงออกหรือกระทำ

ด้วยอวัยวะต่างๆของกายสังขารรวมทั้งการพูด

ส่วนมโนกรรมหมายถึงการสั่นสะเทือนทางจิต

ที่ประกอบด้วยสามนึกคือนึกออกนึกเอานึกเอง

โดยจิตสามนึกหรือจิตหยาบจะสั่นสะเทือนก่อน

เมื่อสั่นสะเทือนจนทนไม่ไหวก็จะแสดงออกมา

เป็นกายกรรมให้ปรากฏแก่ผู้อื่นต่อไป


คำว่า “ธรรม” นั้นหมายถึง 2 อย่างนี้ก็คือ

#ธรรมดาของคน กับ #ธรรมชาติของจักรวาล


ธรรมดาของคนจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า #สันดาน

ซึ่งเป็นความเคยตัวของคนที่ยังคนไม่แล้วเสร็จ

คำว่าคนยังไม่แล้วเสร็จแปลว่าคนส่วนใหญ่

ยังไม่อาจคนจิตหยาบให้เข้ากับจิตวิญญาณได้

หมายถึงยังสั่นสะเทือนเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้

เพราะจิตหยาบยังมีกิเลสตัณหาครอบงำอยู่

จึงใช้ความรักกับความคิดนำพฤติกรรมไม่ได้

คนส่วนใหญ่จึงเป็นได้แค่ #เป็นคนอยู่ เท่านั้น

ไม่อาจจะเรียกว่า #มนุษย์ อย่างเต็มคำได้


เพราะสาเหตุนี้เอง

พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้คนทั้งโลก

เร่งกำจัดกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะในจิตหยาบ

ซึ่งพวกมันล้วนเป็น “มารภายใน” ให้สิ้นไป

เพราะมารภายในเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่ง

ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องกำจัดให้สิ้นก่อน

ท่านจึงจะใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

การดับมารภายในให้สิ้นนี้ก็คือนิพพานก่อนตาย

ในความหมายของพระพุทธเจ้านั่นเอง


การนิพพานกิเลสก่อนตาย

จึงเป็นหน้าที่หลักของคนทุกคนที่มาเกิด

เพื่อจะได้ทำหน้าที่หมุนธรรมจักรพิทักษ์โลก

โดยใช้จิตหยาบที่เป็นจิตสามนึกที่ตนมีอยู่

สั่นสะเทือนเป็นการนึกด้านบวกเพื่อคิดบวก

แล้วนำไปสู่การกระทำใดๆทางด้านบวกให้ได้

โดยอย่ายอมให้กิเลสตัณหาเข้ามาแทรกซ้อน

เพราะมันจะเปลี่ยนธรรมจักรเป็นกรรมจักรแทน


ซึ่งขันธ์ห้าจากจิตหยาบของท่าน

มันจะไม่อาจผลิตสร้างพลังงานจิตด้านบวก

แล้วเหวี่ยงออกมาภายนอกเพื่อมอบให้โลก

ใช้เป็นพลังในการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองได้

เพราะมันจะผลิตพลังงานกรรมที่สกปรกแทน


ดังนั้น

ท่านทั้งหลายจึงต้องสนใจคำว่า “ธรรม”

ในความหมายที่สองก็คือ #ธรรมชาติ เท่านั้น

ท่านจึงจะเข้าถึงการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง

เพื่อคนตนเองให้เป็น #มนุษย์ กันให้ได้

นับตั้งแต่อายุครบ 3 ขวบปีขึ้นไปนั่นแหละ


ที่พวกท่านจะต้องทำเช่นนั้นก็เพราะว่า

เมื่อท่านมีอายุครบสามขวบปีบริบูรณ์แล้ว

กฎแห่งกรรมสำหรับท่านมันจะเริ่มทำงานทันที

เนื่องจากสะพานเชื่อมสมองซีกซ้ายกับซีกขวา

ถูกถักทอขึ้นมาเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้ใช้แล้ว


ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคนรอบข้าง

ไม่ใส่ใจช่วยเหลือดูแลกุมารน้อยของท่าน

ให้เว้นจากการเสพติดกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

เช่น ปล่อยให้เด็กหิวนมจนร้องให้มือเท้าเกร็ง

คือสอนเด็กให้เสพพฤติกรรมทางอารมณ์ขยะ

กว่าจะได้ดื่มนมแต่ละครั้งแต่ละทีจนเคยตัวแล้ว

ซึ่งเป็นการสอนเด็กให้ “เสพติดกิเลส” นั่นเอง


เพราะเด็กคนนั้นจะจดจำเอาไว้ว่า

ถ้าหิวนมอยากกินนมเมื่อไหร่ก็ตามถ้าจะได้กิน

ตัวเขาต้องแสดงอาการเสพติดกิเลสแบบนั้น

แสดงอาการเหมือนเด็กเสี้ยนนมดั่งคนเสี้ยนยา

เพราะความเคยชินหรือเคยตัวนั่นแหละ


เห็นไหมล่ะคนส่วนใหญ่ทั้งเล็กทั้งโต

ล้วนเป็นคนเจ้าอารมณ์ด้วยกันแทบทั้งนั้น

เมื่อถูกขัดใจหรือไม่ทันใจตัวเองเมื่อไหร่

ความสัมพันธ์ที่เคยดีจะมีบรรลัยขึ้นได้เมื่อนั้น


มีแต่พ่อแม่ที่โง่เง่าเท่านั้นแหละ

ที่หลอกตัวเองว่าปล่อยให้ลูกร้องจนหงิกงอ

เพื่อให้ลูกได้ผายปอดหายใจเสียบ้าง

ทั้งที่การสอนให้ลูกวิ่งเล่นออกกำลังกายว่ายน้ำ

ก็เป็นการบริหารร่างกายผายปอดได้อยู่แล้ว


ถ้าท่านรักลูกหลานท่านจริงๆ

เมื่อพวกเขาอายุครบสามขวบปีบริบูรณ์แล้ว

จงดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กของท่านด้วย

อย่าให้มีเงื่อนไขใดๆที่ทำให้เด็กเกิดกิเลส

โดยเฉพาะกิเลสที่เป็นความรู้สึกชอบไม่ชอบ

เพราะมันจะชักพาให้จิตตกลงต่ำไปสู่ตัณหา

ที่มันจะเกิดอารมณ์ขยะในเวทนาขันธ์ขึ้นมาอีก

ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนหยุดไม่ได้


ถ้าจะหยุดกระบวนการชั่วร้ายในจิตหยาบที่ว่านี้

ไม่ว่าท่านเองหรือลูกหลานของท่านที่เป็นเด็ก

จะต้องหยุดมันทันทีตรงที่ #รับรู้แล้วอย่ารับเอา


หมายถึงเมื่อตาหูจมูกลิ้นกายจิตรับรู้สิ่งใดก็ตาม

ต้องไม่นำเอาสิ่งนั้นมาเป็นเงื่อนไขของจิตท่าน

ไม่นำมันมา “ปรุงแต่ง” ให้เกิดเป็นความรู้สึกขึ้น

การปรุงแต่งสิ่งเร้าที่รับรู้อยู่นั้นเป็นชอบไม่ชอบ

มันมิใช่หน้าที่กงการอะไรของท่านแต่อย่างใด

เพราะไม่ว่าท่านจะชอบไม่ชอบสิ่งนั้นมันก็ยังอยู่

สิ่งนั้นก็ยังคงมีอยู่ยังคงเป็นของมันเช่นนั้นอยู่

ความชอบไม่ชอบของท่านมันเปลี่ยนสิ่งนั้นมิได้

แล้วท่านจะไป “เสือกแส่” มันทำไม


เราจะกล่าวความริงต่อท่านทั้งหลายว่า

สัจธรรมคำสอนของทุกศาสนาในโลกนี้

ล้วนมีดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น


ท่านถนัดปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใด

ท่านเชื่อและศรัทธาศาสดาพระองค์ใดพิเศษ

ก็จงอย่าได้ปฏิเสธสัจธรรมคำสอนพระองค์อื่น

จงตื่นรู้กับคำว่า “ปฏิบัติธรรม” กันไว้ให้ดี

ถ้าจิตท่านยึดติดศาสดาหรือศาสนาเมื่อไหร่

แสดงว่าท่านกำลังทำให้ศาสนากลายเป็นลัทธิ

กำลังทำให้พระศาสดาเป็นเจ้าลัทธิอีกด้วย


เอเมน สาธุ


ถ่ายทอดคลื่นการคิดจากจิตจักรวาลโดย

อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

9/05/2569

งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (3)


 #งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (3)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ถ้าจะกล่าวว่าต้นไม้ในป่าใหญ่กับไดโนเสาร์

ที่ดำรงอยู่ทั่วแผ่นดินโลกต่างล้วนเป็นพระบุตร

ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดสร้างขึ้นอย่างตั้งพระทัย

ด้วยหลักการและเหตุผลที่เรากล่าวมาแล้วนั้น

เป้าหมายสูงสุดคือทั้งโลกไดโนเสาร์และต้นไม้

จักต้องเป็นหนึ่งเดียวกันคือต้องรักกันนั่นแหละ

โดยรักกันเพราะต่างเห็นคุณค่าของกันและกัน


การรักกันแล้วเห็นคุณค่าของกันและกัน

หมายถึง #การรักเพื่อให้ #ไม่ใช่รักเพื่อเอา


เพราะต้นไม้ใหญ่รักที่จะให้ยอดอ่อน

เป็นอาหารให้แก่ไดโนเสาร์ในการดำรงชีวิต

เมื่อถูกกัดกินยอดใบอ่อนๆเป็นอาหารโอชะแล้ว

ก็จะรีบแตกยอดผลิใบชุดใหม่ออกมาแทนทันที

ไม่งกไม่หวงไม่ตระหนี่ถี่เหนียวไม่เกรี้ยวโกรธา

ไม่แสดงอาการว่าจะตายเพราะถูกทำลายยอด


ไดโนเสาร์ก็เช่นกันแม้ว่าตนนั้นจะตัวใหญ่

แต่ก็กินยอดไม้ใบอ่อนกันแค่พออิ่มหนำสำราญ

ไม่กินล้างกินผลาญแบบถอนรากถอนโคนทิ้ง

แต่ไดโนเสาร์กินไปถ่ายไปมูลที่ถ่ายให้คือใส่ปุ๋ย

เป็นผลต่างตอบแทนแก่ต้นไม้ที่ให้ยอดอ่อนนั้น

มนุษย์ทั้งหลายเห็นหรือยังว่ามันคือ #ความรัก

แบบที่โลกและทุกสรรพสิ่งล้วนต้องการทั้งสิ้น


เรายังมีตัวอย่างความรักในแบบของพระเจ้า

อีกประการหนึ่งซึ่งมนุษย์ทั้งหลายรู้เห็นกันอยู่

แต่ยังหาคนคิดรู้และเข้าใจแจ้งกันยังไม่ได้


เมื่อพระเจ้าทรงพบความจริงด้วยพระองค์เองว่า

เมื่อฝนตกลงมาบนแผ่นดินโลกน้ำจะไหลลงต่ำ

แล้วละลายแร่ธาตุที่เป็นอาหารของต้นไม้ใหญ่

ไหลลงไปสู่ สายธารลำคลองหนองน้ำและทะเล

เมื่อแรกสร้างโลกนี้จะมีแต่แหล่งน้ำจืดเท่านั้น

พระองค์จึงทรงเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนี้ว่า

ถ้าทรงยอมให้สารอาหารในดินไหลลงแหล่งน้ำ

สักวันหนึ่งต้นไม้ของพระองค์จะต้องอดตายแน่

เพราะแร่ธาตุในดินจะไหลลงแหล่งน้ำจืดหมด

ไดโนเสาร์ก็จะต้องอดตายกันหมดโลกอีกด้วย

เพราะไม่มียอดไม้ใบอ่อนๆให้กัดกินเป็นอาหาร


พระองค์จะทรงปล่อยให้ลูกๆของพระองค์

ที่ทรงกำหนดสร้างขึ้นมาถึงขั้นหายนะไม่ได้แน่

ด้วยความรักและห่วงใยในตัวผู้ถูกสร้างก็คือลูก

จึงทรงกำหนดให้พื้นน้ำที่เดิมทีมีอยู่แค่ 3 ส่วน

เหลือเป็นแผ่นดินไว้ปลูกต้นไม้ใหญ่อยู่ 1 ส่วน

ให้เป็นแหล่งน้ำเค็มแทนที่จะเป็นแหล่งน้ำจืด

ปัจจุบันเรียกกันว่าทะเลและมหาสมุทรนั่นเอง


สาเหตุที่ทรงเปลี่ยนจากน้ำจืดเป็นน้ำเค็ม

ก็เพราะว่าน้ำเค็มในทะเลหรือมหาสมุทรนั้น

จะมีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำจืดที่ทรงสร้างแต่แรก

โดยน้ำเค็มจะชะลอหรือลดทอนการชำระแร่ธาตุ

ที่น้ำฝนทำละลายจากพื้นดินไม่ให้ไหลเร็วไป

เพราะถ้าไหลเร็วไปรากต้นไม้จะดูดซับไว้ไม่ทัน

แต่ถ้าไหลลงทะเลใหญ่ช้าไปรากต้นไม้ก็จะเน่า


ดังนั้น

ความเข้มข้นของความเค็มของน้ำในมหาสมุทร

ต้องมีมาตรฐานคงที่และมีความเหมาะสมด้วย

พระเจ้าจึงทรงกำหนดให้แสงอาทิตย์มีรังสีร้อน

ซึ่งมนุษย์โลกเรียกว่า #รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต

ช่วยแผดเผาพื้นน้ำทั้งสามส่วนให้ระเหยเป็นไอ

เพื่อคอยปรับสมดุลความเข้มข้นของน้ำเค็มให้


นอกจากนั้น

ผลพลอยได้จากน้ำทะเลและมหาสมุทรก็คือ

แรงตึงผิวของน้ำเค็มบนโลกที่มีอยู่ถึงสามส่วน

จะมีค่าความตึงผิวหรือความหนืดสูงกว่าน้ำจืด

เมื่อลมพัดผ่านพื้นผิวเกิดเป็นระลอกคลื่นแล้ว

ความหนืดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองไป

เมื่อเสียดสีกับบรรยากาศมันจะเป็นดั่ง “ครัช”

ที่มนุษย์ใช้เมื่อเปลี่ยนเกียร์รถแบบ Manual

เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เกิดอาการกระตุกนั่นแหละ


การที่โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองอยู่ได้

โดยไม่กระตุกจนไดโนเสาร์และต้นไม้ใหญ่

ซึ่งดำรงอยู่บนโลกไม่มีความสงบสุขนั้น

เพราะทั้งป่าไม้และไดโนเสาร์ทำหน้าที่รักกันดี

โลกจึงมีพลังงานที่จะบิดแกนแม่เหล็กมากพอ

อีกทั้งเพราะความรักจากพระเจ้าที่มีต่อ “ลูก”

ที่ทรงกำหนดสร้างน้ำเค็มเป็นทะเลไว้สามส่วน

ความสมดุลมั่นคงและยั่งยืนของระบบโลก

จึงบังเกิดขึ้นและสืบทอดมาจนทุกวันนี้


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

9/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล #แชร์ได้

สวัสดีกันวันเสาร์​ 9/05/2026


สวัสดีกันวันเสาร์

Good Morning Saturday


จงอย่าจำกลโกงของใคร

เพียงเพื่อเอาไว้แก้แค้นคนอื่นบ้าง

แต่ให้จำเอาไว้ป้องกันตนเอง

ท่านจะได้ไม่ถูกคนอื่นๆมาโกงช้าอีก

เพราะคนโกงคนแรกเป็นครูให้ท่านแล้ว


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

08 พฤษภาคม 2569

งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (2)



 #งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า (2)


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


เมื่อทรงคิดคำนึงว่าจะเลี้ยงดูไดโนเสาร์อย่างไร

เพื่อให้พวกเขาทุกตัวเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรม

ที่ทำหน้าที่ประจำอยู่บนโลกนี้อย่างยาวนานได้

โดยเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถเคลื่อนย้ายตนเอง

เพื่อดำเนินอยู่ในป่าใหญ่บนโลกเสรีนี้ได้ด้วยดี

ไม่ต้องสร้างสิ่งใดเพิ่มเติมให้เป็นพิเศษมากนัก


เมื่อไดโนเสาร์ของพระองค์ต้องกินอาหาร

จึงทรงเลือกอาหารที่เป็นแร่ธาตุจากใบไม้ต้นไม้

ที่พืชใช้รากดูดซับรับไว้แล้วนำขึ้นไปสู่ใบสีเขียว

เพื่อสังเคราะห์แสงหรือปรุงวัตถุดิบนั้นเป็นอาหาร

เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ทรงสร้างไว้ก่อนแล้ว


ทำให้พวกท่านทั้งหลายได้รู้ความจริงว่า

ไดโนเสาร์ตัวใหญ่เหล่านี้ที่กินพืชเป็นอาหาร

ไม่มีตัวใดขาดสารอาหารจนผอมตายหรือไม่โต

แต่พวกเขากลับโตวันโตคืนกันได้เป็นอย่างดี


เมื่อต้นไม้คายออกซิเจนออกมาในตอนกลางวัน

จากการ “สังเคราะห์แสง” เพื่อปรุงอาหารแล้ว

โดยที่ต้นไม้ใหญ่จะใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

เป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการปรุงอาหารด้วย

พระองค์จึงทรงกำหนดให้ไดโนเสาร์กับต้นไม้

ดำรงชีวิตอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกันในเรื่องสำคัญนี้


จึงกำหนดให้สัตว์หายใจเอาออกซิเจนเข้าไป

แล้วให้หายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ที่เป็นผลผลิตจากการสันดาปอาหารออกมาให้

ทำได้เพียงเท่านี้ทั้งต้นไม้ใหญ่และไดโนเสาร์

ต่างจึงล้วนพึ่งพาอาศัยกันและกันได้แล้ว


แต่ขณะที่ก๊าซออกซิเจนในระบบโลกนั้น

ส่วนใหญ่จะได้มาจากโรงงานผลิตในแกนโลก

จากการระเบิดของอะตอมของธาตุออกซิเจน

เมื่อทำปฏิกริยาทางไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก

จนแกนแม่เหล็กบิดตัวทำให้โลกเหวี่ยงหมุนได้

แกนแม่เหล็กโลกยังคายออกซิเจนออกมาด้วย

ทำให้กลางวันโลกจะมีก๊าซออกซิเจนหนาแน่น

ที่ได้จากแกนโลกและได้จากต้นไม้ใหญ่รวมกัน


เมื่อถึงย่ำราตรีที่ไม่มีแสงสว่าง

ต้นไม้ใหญ่ของพระองค์จะหยุดพักผ่อน

จึงไม่มีกระบวนการปรุงอาหารเหมือนกลางวัน

คงได้แต่นำเอาอาหารที่ปรุงสะสมไว้แล้วมาใช้

พืชจึงคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

ขณะที่ไดโนเสาร์หลับนอนพักผ่อนกายสังขาร

จึงมิได้ใช้ก๊าซออกซิเจนจำนวนมากเท่าใดนัก

ทั้งยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อยๆ

เพื่อเตรียมให้ต้นไม้ได้ใช้ในตอนกลางวันต่อไป

วัฏจักรการพึ่งพาอาศัยกันมันจึงเป็นเช่นนี้เอง


นี่แสดงว่าทั้งไดโนเสาร์และต้นไม้ใหญ่

ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ด้วยลักษณะนี้

จึงไม่อาจบอกได้ว่าใครสำคัญมากกว่าใคร

ตามอย่างการคิดแบบจิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน


ถ้าพวกท่านมีสมองมีสติปัญญาและมีมุมมอง

ตามแนวทางที่เราชี้แนะมาทั้งหมดนี้ได้แล้ว

ธรรมะโดยธรรมชาติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้

มันคือการที่ท่านมองเห็นคุณค่าของสองสิ่งนี้

อีกทั้งยังมองเห็นการเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย

จนทำให้ท่านรักไดโนเสาร์และรักต้นไม้กันได้

เพราะพวกเขารักกันไม่มีการทำร้ายทำลายกัน

ไม่รังเกียจเบียดเบียนกันแต่รักที่จะอยู่ร่วมกัน

ด้วยหลักแห่งการเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง


ไดโนเสาร์จะกัดกินแต่ยอดไม้ใบไม้เป็นอาหาร

แต่ไม่มีตัวไหนตัดโค่นขุดทำลายต้นไม้ทิ้งเลย

ต้นไม้ก็จะมีเมตตารีบทอดยอดแตกใบใหม่ให้

ทันทีที่ยอดไม้นั้นถูกไดโนเสาร์กัดกินไปแล้ว

เพราะว่าการเด็ดยอดไม้มิใช่การฆ่ามิใช่ทำลาย

ไดโนเสาร์ยังได้ประโยชน์จากป่านั้นอยู่ต่อไป


เมื่อต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายไม่ตาย

ประโยชน์ที่ไดโนเสาร์จะได้รับอยู่อีกก็คือ

พวกเขาจะมีแผ่นดินโลกให้เหยียบยืนดำรงอยู่

เพราะรากต้นไม้ใหญ่จะช่วยกันยึดรั้งแผ่นดินไว้

ไม่ให้แผ่นดินพังทลายลงไปด้วยเหตุต่างๆ

อีกทั้งพวกเขายังผลิตพลังงานความรักให้โลก

เพื่อช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองต่อเนื่อง

จนทำให้ทั้งต้นไม้กับไดโนเสาร์และดาวโลก

หมุนวนจนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ตลอดมา


มนุษย์โลกในทุกวันนี้

ไม่เคยคิดไม่เคยมองโลกในมุมเหล่านี้

จึงไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงจึงปฏิเสธพระเจ้า

จึงไม่รักโลกไม่รักกันและไม่รักผู้อื่น

จนเข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริงไม่ได้

ดีแต่ทำตนเป็นคนหื่นธรรมแบบเจ้าลัทธิเท่านั้น


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

8/05/2569

#เปิดค่าการมองเห็น #จิตจักรวาล 

#แชร์ได้ #ไดโนเสาร์

คำสอน​ 8/05/2026 :มรรควิถีจิตจักรวาล

 


บันไดสู่ 6D ตามมรรควิถีจิตจักรวาล

 


สวัสดีกันวันศุกร์​ 8/05/2026




สวัสดีกันวันศุกร์

Good Morning Friday


คนชั่วก็เป็นคนที่มีคุณค่า

เพราะสามารถช่วยยืนยันได้ว่า

คนดีต่างจากคนชั่วอย่างไร

ถ้าโลกนี้ไม่มีคนชั่วมีแต่คนดีอย่างเดียว

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขานั้นดีจริง


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

07 พฤษภาคม 2569

คำสอน​ 7/05/2026 : เรียนรู้วิธีคิดของพระเจ้า


 

คำสอน​ 7/05/2026 : เรียนรู้วิธีคิดของพระเจ้า

 


ที่​มา​ : เพจ อนุตรธรรมาจารย์์ปริญญา ตันสกุล

งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า​ (1)



 #งานเลี้ยงดูไดโนเสาร์ของพระเจ้า


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลก

ถ้ากล่าวเป็นภาพรวมแล้วพวกเขาคือต้นไม้ใหญ่

ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวตนเองได้เล็กน้อย

แต่ไม่อาจโยกย้ายที่ ๆตนเอง #ยันยืน อยู่นั้นได้


คำว่า “ยันยืน” หรือ “ยืนยัน” หมายถึงอาการที่

ต้นไม้ใหญ่ใช้รากแก้วกับรากแขนงและรากฝอย

แทงลึกลงไปในแผ่นดินโลกเพื่อค้ำยันตนเองไว้

ไม่ให้ล้มหรือไม่ให้เสียหลักในการทรงตัวง่ายๆ

ตามหลักการสร้างของพระองค์ก็คือการดำรงอยู่

ด้วยความสมดุลมั่นคงและยั่งยืนหรือ #หยั่งยืน 


เมื่อพระเจ้าทรงกำหนดสร้างสิ่งมีชีวิตแบบใหม่

ที่สามารถโยกย้ายตนเองไปในโลกกว้างนี้ได้

สุดแต่ใจหรือจิตวิญญาณไดโนเสาร์จะปรารถนา

#ยั่งยืนหรือหยั่งยืน เปลี่ยนเป็น #หยัดยืน แทน

เพราะไดโนเสาร์จะเอาศีรษะที่มีจิตวิญญาณอยู่

เพื่อ “เชิดชู” ขึ้นสู่พระเจ้าที่ประทับอยู่บนฝั่งฟ้า

พวกเขาต้องใช้แขนขาหยัดยืนขึ้นจากพื้นเสมอ


แม้ขณะที่ไดโนเสาร์กำลังคลานไปบนพื้น

โดยลำตัวจะขนานไปกับพื้นโลกอยู่ตลอดเวลา

แต่เมื่อใดที่เขาต้องมองขึ้นฟ้าหรือหาอาหาร

ส่วนที่เป็นศีรษะนั้นจะต้องชูชันขึ้นสู่เบื้องฟ้า

เสมือนหนึ่งว่าจะสบพระเนตรพระเจ้านั่นแหละ


#ตัวอย่างแรก

ถ้าพวกเขารับรู้ว่ามีแสงฟ้าแลบหรือเสียงฟ้าร้อง

พวกเขาก็จะใช้สองตาสองหูรับรู้สิ่งเร้านั้นทันที

ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งการที่ลูกจะเพรียกหาพ่อแม่

ในยามหวาดกลัวหรือในยามที่รู้ตัวว่าภัยกำลังมา


#ตัวอย่างที่สอง

เมื่อพวกเขาหิวอาหารและต้องการขออาหาร

ก็จะรู้เองได้ด้วยสัญชาตญาณของตนที่มีอยู่ว่า

ต้องหันหน้าเข้าหาพ่อแม่เพื่อร้องขออาหาร

ไดโนเสาร์ทุกตัวจึงต้องแหงนหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า


เมื่อพวกเขาแหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า

ก็จะสามารถแลเห็นยอดไม้ใบไม้และผลไม้ได้

ตามที่พระเจ้าทรงเตรียมการเอาไว้ให้ลูกแล้ว


อาหารยังชีพของไดโนเสาร์ก็คือ “ยอดไม้”

ที่เป็นใบไม้อ่อนๆอยู่ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะ

โดยพระเจ้าทรงติดตั้งซี่ฟันให้พวกไดโนเสาร์

เอาไว้ใช้ในการกัดแทะและบดเรียบร้อยแล้ว

เมื่อพวกเขากัดกินยอดไม้ที่เป็นอาหารเมื่อใด

จะได้ระลึกถึงพระเจ้าผู้ประทานยอดไม้นั้นให้

ในทุกครั้งที่ชูคอเชิดหน้าขึ้นฟ้ากัดกินยอดไม้

โดยรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณที่ทรงติดตั้งไว้ให้นั้น


พระเจ้าทรงออกแบบให้ไดโนเสาร์ของพระองค์

ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าไม้ในแบบพึ่งพาอาศัยกัน

โดยไดโนเสาร์กัดกินใบไม้จากยอดไม้ดำรงชีวิต

เพราะในใบไม้ของต้นไม้จะมีแร่ธาตุจากแผ่นดิน

ที่ต้นไม้ใช้รากดูดซับรับเอาไปปรุงอาหารที่ใบ

ด้วยกระบวนการที่เรียกกันว่า #สังเคราะห์แสง

เมื่อสัตว์กินพืชเข้าไปจึงได้รับสารอาหารนั้นด้วย


เพราะเหตุนี้เองไดโนเสาร์ของพระองค์ทุกตัว

จึงไม่มีตัวใดป่วยเพราะเป็นโรคขาดอาหาร

ขณะเดียวกันกับที่พวกเขาต่างล้วนเจริญเติบโต

เพราะได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอทุกวัน

จากการเดินทางท่องไปในป่าใหญ่กันไปเรื่อย ๆ

หิวเมื่อไหร่ก็แหงนหน้ามองฟ้าเพื่อแลหาพ่อแม่

จะแลเห็นยอดไม้ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะเทือน

จนเกิดเป็นสัญชาตญาณที่บอกตนเองว่ากินได้

ตามที่พระเจ้าทรงติดตั้งสัญชาตญาณนั้นไว้แล้ว


เมื่อไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ย้ายที่อยู่ได้

โดยขับเคลื่อนตนเองด้วยจิตวิญญาณนั้น

เรียนรู้ที่จะใช้ “สัญชาตญาณ” ตอบสนองตนเอง

คือหิวเมื่อไหร่จะมองขึ้นฟ้าเพื่อมองหาพ่อแม่

พอมองแล้วจะเห็นยอดไม้ใบไม้ที่ทรงสร้างไว้นั้น

ไดโนเสาร์จะรู้ได้ทันทีว่ายอดไม้ที่เห็นนั้นกินได้

พวกเขาจึงตอบสนองความหิวด้วยการกัดกินมัน


เมื่อพวกเขาเดินท่องป่าใหญ่ไปทั้งวันแล้ว

ยามใดที่พวกเขารู้สึกอ่อนล้าหรือเรี่ยวแรงโรยรา

ก็จะรู้จักล้มตัวลงนอนเพื่อหยุดพักผ่อนสักชั่วครู่

พอพักผ่อนนอนหลับจนรู้ตัวว่าตนเพียงพอแล้ว

ก็จะตื่นขึ้นแล้วหยัดยืนเพื่อเดินทางกันต่อไป

มืดค่ำที่ไหนจะหยุดเดินทางพักนอนที่ตรงนั้น

ไดโนเสาร์ทุกตัวทุกเผ่าพันธุ์จะปฏิบัติกันแบบนี้

จนเกิดเป็นสัญชาตญาณหลักของพวกเขาไป


เพื่อให้พวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นฝูงเป็นหมู่เหล่า

จึงสอนให้พวกเขารู้จักใช้สัญชาตญาณแห่งรัก

ระหว่างตัวผู้กับตัวเมียเพื่อทำหน้าที่ของพ่อแม่

ในการ “สืบพันธุ์” เพื่ออนุรักษ์เผ่าพันธุ์เอาไว้

ยังผลให้ “ครอบครัว” ซึ่งมีพ่อแม่ลูกบังเกิดขึ้น

จนเป็นที่มาของสูตรสมการ Σβₓ นั่นแหละ


คุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตที่โลกรู้กันอยู่

จึงเป็นความรู้ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตคือต้นไม้ใหญ่

กับไดโนเสาร์ที่ย้ายตนเองไปได้ทุกที่โดยแท้


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

7/05/2569



คำสอน​ 7/05/2026 : ถ้าปราถนาเข้าถึง​ 5D


สวัสดีกันวันพฤหัสบดี​ 7/05 /2026



 สวัสดีกันวันพฤหัสบดี

Good Morning Thursday

จิตจักรวาลดวงใหญ่คือพระเจ้า

พระองค์ทรงเป็นแก่นแท้ของความว่าง

ทรงเป็นอนัตตาที่มีอัตตาตัวตน

ทรงเป็นผู้เริ่มต้นและสิ้นสุดในทุกสรรพสิ่ง

ทรงเป็นพระผู้สร้างมิใช่ผู้ถูกสร้าง


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

จิตจักรวาลสถานธรรม

06 พฤษภาคม 2569

ระวังจะถูกยุแยงตะแคงรั่ว


 #ระวังจะถูกยุแยงตะแคงรั่ว


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


นอกจากท่านทั้งหลายที่เป็นมนุษย์แล้ว

ในระบบโลกซึ่งเป็นดาวเคราะห์หนึ่งในเก้าดวง

ของระบบสุริยะจักรวาลบนธารสายน้ำนมแห่งนี้

ไม่มีรูปธรรมอื่นใดที่จะเข้ามาแทรกแซง

ในภารกิจต่างๆที่เป็นของโลกนี้ได้


ผู้ที่จะเข้ามาแทรกแซงภารกิจของโลกนี้ได้

จะมีอยู่แค่เพียง 3 จำพวกเท่านั้นเองนั่นคือ


#พวกแรก 

จะเป็นช่างเทคนิคที่ส่งเข้ามาโดยพระเจ้า

ให้เข้ามาทำหน้าที่ประจำอยู่ในระบบโลก

เพื่อคอยกำกับดูแลแก้ไขความขัดข้องต่างๆ

ที่พี่น้องชาวโลกไม่รู้หรือแก้ไขกันเองไม่ได้


รูปธรรมที่เป็นช่างเทคนิคพวกแรกนี้ส่วนใหญ่

จะเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีเพียงมิติเดียว

เนื่องจากการเข้าออกระบบโลกของพวกเขา

จะไม่มีปัญหาในการเพิ่มหรือว่าลดน้ำหนักมวล

ในอันที่จะทำให้ระบบโลกเสียสมดุลไปนั่นเอง


ตัวอย่างเข่นรูปธรรมกลุ่ม #แซจิตตาเรี่ยน

เป็นรูปธรรมทางพลังงานจากกลุ่มแซจิตตาริอุส

ซึ่งชำนาญการทางด้านอำนาจแม่เหล็กโลก

เป็นรูปธรรมกลุ่มที่เข้ามาช่วยรับผิดชอบเรื่องนี้

นับตั้งแต่ “จิตสามนึกมนุษย์” ตกต่ำมานานแล้ว

ถ้าไม่มีช่างเทคนิคกลุ่มนี้คอยช่วยเหลือดูแล

ระบบโลกจะย่ำแย่ยิ่งไปกว่าปัจจุบันนี้แน่นอน


#พวกที่สอง

เป็นรูปธรรมกลุ่ม #พลียะเดี้ยนส์ จากดาวลูกไก่

พวกเขากลุ่มนี้สามารถสำแดงตนได้ทั้งสองมิติ

คือจะแสดงตนเป็นรูปธรรมทางพลังงานก็ได้

หรือจะแสดงตนเป็นรูปธรรมทางกายภาพก็ได้

โดยมนุษย์โลกล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ของพวกเขา

ตัวตนรูปลักษณ์ทางกายภาพจึงเหมือนมนุษย์


ภารกิจหลักของ “กลุ่มพลียะเดี้ยนส์” ก็คือ

คอยแนะนำวัฒนธรรมการดำรงชีพให้กับมนุษย์

เช่น การหุงข้าว การปลูกข้าว การปลูกพืชผัก

เพื่อเก็บเกี่ยวกินกันเป็นอาหารบริโภคอุปโภค

วัฒนธรรมการทำภาชนะใช้เป็นเครื่องปั้นดินเผา

วัฒนธรรมการทอผ้าและทำยาสมุนไพร เป็นต้น


#พวกที่สาม

จะเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่เป็นจิตวิญญาณ

ซึ่งขันอาสาเข้ามาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

ในบทบาทของ #พระบุตรเอก ของพระเจ้า

เพื่อมาทำหน้าที่กล่าวพระโอวาทจากพระเจ้า

ให้มวลมนุษย์โลกทั้งหลายได้สดับรับฟังกัน

เพราะสมองมนุษย์มีขีดจำกัดรับสื่อเองไม่ได้


พระศาสดาที่ทรงกล่าวถึงพระเจ้านั้น

ที่ผ่านมาถึงทุกวันนี้มีจำนวนไม่มากเท่าใดนัก

เช่น ท่านพระเยซูของทางศาสนาคริสต์

หรือท่านนบีมูฮัมหมัดของศาสนาอิสลาม

ล้วนทรงเป็น #พระบุตรเอกของพระเจ้า ทั้งสิ้น


ดังนั้น

หากมีใครมากล่าวอ้างในทำนองว่า

มีรูปธรรมกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็ตามที่มาช่วยโลก

ไม่ว่าจะเข้ามาแต่ตัวหรือเข้ามากับยานบิน

ท่านทั้งหลายจงอย่าหูเบาแล้วเชื่อตามทันที

เพราะโลกนี้เป็นของมนุษย์โดยมนุษย์คือผู้ดูแล

จะมีใครไหนอื่นเข้ามาทำแทนไม่ได้ทั้งสิ้น


ที่สำคัญคือพระเจ้าหรือพระผู้สร้าง

จะไม่ทรงยอมเสี่ยงให้รูปธรรมใดมาแทรกแซง

เพราะดาวโลกดวงนี้ทำหน้าที่ค้ำจุนเอกภพอยู่

หากเกิดการผิดพลาดขึ้นมาทุกอย่างจะหายนะ

ซึ่งจะทรงยอมให้เกิดขึ้นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ทรงวางพระทัยในมนุษย์โลกทั้งหลายเท่านั้น

เพราะจิตหยาบของมนุษย์มีขันธ์ห้าติดตั้งอยู่


กายสังขารมนุษย์ใช้ทำงานร่วมกับจิตหยาบได้

เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นคนสองมิติโดยสมบูรณ์

ซึ่งจิตหยาบใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกได้

โดยสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวอื่นที่มักถูกอ้างถึงนั้น

ไม่มีจิตหยาบทำหน้าที่แทนขณะที่มีกายหยาบ

เผ่าอื่นจะมีก็แต่จิตวิญญาณเป็นแก่นแท้เท่านั้น


ที่มนุษย์ต่างดาวเผ่าอื่นๆในจักรวาลอันไพศาล

ไม่มี “จิตหยาบ” ทำหน้าที่แทน “จิตวิญญาณ”

ขณะได้โอกาสมาเกิดมีภพชาติเป็นมนุษย์นั้น 

เพราะจิตวิญญาณของพวกต่างดาวในเอกภพนี้

ไม่ได้มีผู้ที่ถือพันธะสัญญาหกติดตัวมาเกิดด้วย

พวกเขาจึงไม่มีหน้าที่จะต้องหลุดพ้นกลับบ้าน

คงมีแต่เพียงจิตวิญญาณของมนุษย์โลกเท่านั้น

เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ครบหกหมื่นปีคือสิ้นยุคแล้ว

จิตวิญญาณพวกท่านต้องกลับบ้านแดนสุญตา


จะ “หลุดลอยค้าง” เพราะ #หลงทางนิพพาน

ขึ้นไปบนสวรรค์มายาที่พระเจ้ามิได้สร้างมิได้

เพราะว่าหลุดลอยกับหลุดพ้นออกไปนั้นต่างกัน

ท่านทั้งหลายโปรดจงเข้าใจตามจริงเอาไว้ด้วย 


ดังนั้น

จงอย่าเชื่อว่าใครจะเทรินพลังงานอะไรลงมาให้

เพราะพระเจ้าสร้างให้พวกท่านมีอำนาจพอตัว

สามารถใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกเองได้

โดยมิพักต้องให้มนุษย์ต่างดาวเผ่าไหนมาช่วย


จงจำเอาไว้ว่าในโลกนี้มีเพียงมนุษย์เองเท่านั้น

ที่มีพลังอำนาจในตนเองสูงสุดที่เข้าถึงเองได้

โดยไม่ต้องให้ผู้ใดเผ่าไหนเข้ามาช่วยเหลือเลย

ดาวตกชิ้นเดียวเฉี่ยวเข้ามาในบรรยากาศโลก

ยังลุกไหม้จนหมดสิ้นก่อนจะตกสู่พื้นดินด้วยซ้ำ


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#พระบุตรเอก

6/05/2569

งานสร้างไดโนเสาร์ของพระเจ้า



#งานสร้างไดโนเสาร์ของพระเจ้า


พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


พระองค์ได้ทรงกำหนดสร้าง “ไดโนเสาร์”

ตามที่เรากล่าวไว้ในตอนที่ผ่านมาแล้วนั้น

พระองค์ทรงลดขนาดของแต่ละตัวให้เล็กลง

เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาด้านน้ำหนักมวล

เหมือนกับการที่ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นของพระองค์

เมื่อเติบโตขึ้นน้ำหนักมวลก็เพิ่มไปตามกาล


แม้ว่าขนาดตัวของไดโนเสาร์ของพระองค์

จะเล็กกว่าต้นไม้ใหญ่ที่ทรงกำหนดสร้างขึ้นนั้น

ขนาดตัวของไดโนเสาร์ก็ยังโตใหญ่อยู่ไม่น้อย

เนื่องจากพระอัตตาของพระเจ้าหรือพระผู้สร้าง

ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่บารมีแผ่ไพศาล

จนยากเกินกว่าจะประมาณการขนาดแท้จริงได้

เข้าทำนองคนตัวใหญ่มักทำอะไรที่ใหญ่ๆเสมอ

ขณะที่คนตัวเล็กก็มักจะทำอะไรที่เล็กๆเช่นกัน


เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า

แรงบันดาลใจในการสร้าง “ไดโนเสาร์” ขึ้นมา

เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “เพื่อนร่วมงานกับโลก” 

ในการช่วยเติมเต็มพลังงานในส่วนที่ขาดพร่อง

โดยกรอบแห่งการกำหนดสร้างใหม่ขึ้นมานั้น

ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนย้ายตนเองได้อิสระ

ไม่ถูกยึดตรึงอยู่กับที่เหมือนรากของต้นไม้ใหญ่

เพราะทรงเห็นแล้วว่าแผ่นดินโลกมีพื้นที่จำกัด

ทางเลือกเดียวก็คือต้องให้สิ่งที่จะสร้างใหม่นั้น

ดำรงตนเองอยู่กับต้นไม้ใหญ่หรืออยู่กับป่าได้


โดยสิ่งมีชีวิตที่จะทรงสร้างขึ้นมาใหม่นี้

สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกได้

ทั้งบนบกในน้ำในทะเลในอากาศและในพื้นดิน

ซึ่งเป็นวิธีคิดเพิ่มปริมาณพื้นที่อันจำกัดบนโลก

ให้เพิ่มขึ้นได้มากพอต่อการสร้างใหม่ไปทันที


คราวนี้มาเรียนรู้กันต่อไปว่า

สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างใหม่คือ #ไดโนเสาร์ นั้น

พระองค์ทรงได้อัตตาตัวตนรูปลักษณ์มาจากไหน

คำตอบก็คือทรงได้ต้นแบบมาจากต้นไม้ใหญ่

ที่เอนกายล้มอยู่เพราะยืนต้นต่อไปไม่ไหวแล้ว


ส่วนที่เป็นหัวของไดโนเสาร์คือยอดไม้ที่กุดด้วน

ขาหน้าทั้งสองขาทรงได้ต้นแบบมาจากกิ่งใหญ่

กิ่งที่ต้นไม้ซึ่งล้มอยู่นั้นใช้ค้ำยันอยู่กับพื้นดิน

ส่วนหางไดโนเสาร์ทรงได้แบบมาจากรากแก้ว

ที่ต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาแบบถอนรากถอนโคน

สองขาหลังที่ใหญ่และยาวกว่าสองขาข้างหน้า

ก็ได้แบบมาจากรากแขนงที่ค้ำยันอยู่กับพื้นด้วย


ลำตัวไดโนเสาร์ตะปุ่มตะป่ำก็ได้จากเปลือกไม้

สีน้ำตาลของลำตัวก็ได้แบบมาจากสีของต้นไม้

ที่เป็น “แม่แบบ” ในการกำหนดสร้างนั้นเช่นกัน


เมื่อทรงได้อัตตารูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต

ที่สามารถย้ายที่ไปไหนมาไหนได้อย่างเสรีแล้ว

พระองค์ยังจะต้องทรงวาดฝันด้วยจินตนาการ

ที่ทรงสามารถบันดาลให้เป็นจริงขึ้นมาได้ด้วย


ถ้าเป็นความฝันหรือจินตนาการ

ที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้นั่นคือ #เพ้อฝัน

ถ้าสานฝันนั้นให้เป็นจริงได้นั่นคือ #สร้างสรรค์


งานสร้างของพระองค์ที่เรียกว่า #กำหนดสร้าง

เพราะเป็นการจงใจสร้างหรือเนรมิตสิ่งนั้นขึ้นมา

อย่างมีหลักการมีเหตุและมีผลที่ต้องการชัดเจน

เมื่อสร้างขึ้นก็เรียนรู้มันแล้วต่อยอดกันไปเรื่อยๆ

เพราะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆนั้นจะไม่มีต้นแบบ

ถ้าไม่ต่อยอดจากของเดิมก็ต้องสร้างขึ้นมาใหม่

โดยยึดหลักการยึดเหตุและยึดผลเท่านั้น

 

สิ่งที่พระองค์จะต้องทรงพิจารณาขั้นต่อไปก็คือ

จะทรงบังคับขับเคลื่อนสิ่งมีชีวิตทรงไดโนสาร์

ให้เคลื่อนย้ายตนเองไปในป่าบนแผ่นดินโลกนี้

ได้อย่างอิสระเสรีสมดังพระประสงค์กันอย่างไร

ทั้งยังสามารถผลิตพลังงานบวกให้โลกได้ด้วย

จะต้องกำหนดสร้างด้วยหลักการและเหตุผล

ที่เป็นแบบไหนอย่างไร เป็นต้น


เมื่อครั้งแรกที่ทรงกำหนดสร้างต้นไม้ใหญ่นั้น

สิ่งที่ทรงเลือกใช้ขับเคลื่อนพฤติกรรมของต้นไม้

ในการดำเนินชีวิตและการดำรงอยู่นั้น

ทรงกำหนดให้ต้นไม้ทุกต้นใช้ #วิญญาณ

ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานจำนวน 189 กลุ่ม

แบ่งกันทำหน้าที่เพื่อให้ต้นไม้นั้นเป็นสิ่งมีชีวิต

ที่ดำรงอยู่ได้เติบโตได้ตอบสนองสิ่งเร้าได้

สืบพันธุ์ได้ปรับตัวเพื่อการอยู่รอดปลอดภัยได้ 

ผลิตสร้างพลังงานไฟฟ้าบวกให้โลกได้ เป็นต้น


คุณสมบัติสำคัญทั้งหมดดังกล่าวมานี้

จะต้องมีอย่างครบถ้วนในสิ่งที่ทรงสร้างใหม่

ซึ่งเรียกกันอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า “ไดโนเสาร์”


ดังนั้น

สิ่งที่เรียกว่า “วิญญาณ” ซึ่งขับเคลื่อนต้นไม้

ให้เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ทรงกำหนดสร้างขึ้น

เพราะพระองค์ทรงเป็นแก่นแท้ของความว่าง

เมื่อทรงกำหนดสร้างหรือเนรมิตต้นไม้ขึ้นมา

ต้นไม้จึงมีแก่นแท้เป็นกลุ่มพลังงานอยู่ข้างใน

โดยแต่ละกลุ่มจะแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน


เมื่อทรงมีพระประสงค์จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้น

โดยมีจำนวนรูปธรรมไม่มากจนเกินไปนัก

จักทำให้มีผลต่อน้ำหนักมวลบนพื้นโลกด้วย

พระองค์จึงทรงติดตั้งสัญชาตญาณของสมอง

ให้มีรูปธรรมทางพลังงานคือ “จิตวิญญาณ”

ข้ามมิติเข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อน “ไดโนเสาร์”

ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์


ถ้าวิญญาณในต้นไม้ใหญ่ของพระองค์

เป็น “กลุ่มพลังงาน” จำนวนทั้งสิ้น 189 กลุ่ม

ที่พระองค์ทรงเนรมิตติดตั้งไว้ให้เมื่อแรกสร้าง

“จิตวิญญาณ” ที่เป็นแก่นแท้ของไดโนเสาร์

จึงเป็น “กล่องพลังงาน” ที่สมดุลในตนเองอยู่

ซึ่งเป็นรูปธรรมที่มีรูปทรงเรขาคณิตเป็น 6D 

ไม่ใช่เป็นกลุ่มพลังงานเหมือนในต้นไม้ใหญ่

ที่ต่างลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่ในต้นไม้นั้น


จิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของไดโนเสาร์นั้น

พระเจ้าทรงประทานอนุญาตให้ “พระบุตร”

ที่เป็น “จิตจักรวาลดวงเล็ก” ซึ่งรูปธรรมมี 11D

ผู้ที่ขันอาสาพระเจ้าข้ามมิติเข้ามาสู่ระบบโลก

เพื่อขับเคลื่อน “ไดโนเสาร์” ของพระองค์

โดยทรงกำหนดให้จิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้

ใช้สัญชาตญาณที่ทรงติดตั้งเอาไว้ให้แล้ว

ทำงานร่วมกับสมองเพื่อขับเคลื่อนทั้งสองมิติ

ทั้งมิติโลกทางกายภาพและมิติทางพลังงาน


โดยเฉพาะในมิติทางพลังงาน

คือการสั่นสะเทือนจิตวิญญาณให้เกิดขันธ์ห้า

เพื่อผลิตสร้างพลังงานออกมาในแบบที่โลกใช้

ด้วยการให้ไดโนเสาร์ทุกตัวร่วมด้วยช่วยกันผลิต

ในลักษณะของ #พลังงานร่วม เพื่อมอบให้โลก

จะทำให้โลกได้รับพลังงานบวกได้มากกว่าปกติ

จึงทรงกำหนดให้ไดโนเสาร์อยู่ร่วมกันเป็นฝูง

คำว่า “ฝูง” คือให้อยู่ร่วมกันเกินสองตัวขึ้นไป


พลังงานร่วมของไดโนเสาร์ตั้งแต่ 3 ตัว

จะแทนค่าในสมการพลังงานที่เกิดขึ้นจริงดังนี้

นั่นคือ Σβₓ = 3x²(β₁+β₂+β₃+…+βₓ)


สมการนี้อ่านว่าผลรวมทางพลังงานด้านบวก

ของไดโนเสาร์รวม “เอ็กซ์” ตัวคือสามตัวขึ้นไป

จะมีค่าเป็น 3 เท่าของจำนวนไดโนเสาร์ฝูงนั้น

คือ “เอ็กซ์ตัว” หรือสามตัวขึ้นไปยกกำลังสอง

แล้วคูณกับผลรวมทางพลังงานจิตด้านบวก

ที่ไดโนเสาร์แต่ละตัวสามารถผลิตกันออกมาได้


เพราะสมการทางพลังงานด้านบวกคือ Σβₓ นี้

พระเจ้าจึงกำหนดให้ไดโนเสาร์อยู่กันเป็นฝูง

เพื่อผลลัพธ์ที่ต้องการคือพลังงานร่วมดังกล่าว

ถ้าไดโนเสาร์ตัวเดียวจะสร้างพลังงานร่วมไม่ได้

เพราะไม่มีตัวอื่นช่วยเป็นเงื่อนไขให้กันและกัน


(อยากติดตามตอนต่อไปก็ให้ยกมือขึ้น)


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

#ปัญญาวิสุทธิ์

6/05/2569

CR: photo by Pee C.