สนทนากับพระเจ้า (23) 9/01/2019

 #สนทนากับพระเจ้า (23)

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

เราแลเห็นเจ้าสาวอีกกลุ่มหนึ่ง

ผู้ที่ยังเฝ้ารอเจ้าบ่าวกลับมารับอยู่มิรู้ลืม

โดยไม่ไปหลงเดินตามคนนำทางตาบอด

ให้พาหลงทางไปขึ้นเขาวงกตอันคดเคี้ยว

เพราะไม่รู้ว่าประตูเรือนหอต้องไปทางใด

เหมือนเจ้าสาวพวกแรกผู้น่าสงสาร

 

เจ้าสาวผู้รอคอยเจ้าบ่าวกลับมารับ

เพื่อจูงเข้าสู่ประตูเรือนหอ

ตรง "ด่านนภาลัย" นั้น

ต่างรอคอยด้วยความหวังและมั่นคง

 

พวกเขาผู้เฝ้ารอเหล่านั้น

เปรียบได้กับเจ้าสาว 10 คน

ที่ถือตะเกียงออกไปรอรับเจ้าบ่าวอยู่

 

โดยห้าคนเป็นคนโง่

อีกห้าคนเป็นคนฉลาด

 

หญิงโง่ถือตะเกียงออกไป

แต่มิได้นำน้ำมันไปด้วย

ส่วนหญิงฉลาดนั้น

นำน้ำมันใส่ขวดไปพร้อมตะเกียง

ทุกคนต่างง่วงและหลับไป

เพราะเจ้าบ่าวมาช้า

 

ในที่นี้ #หญิงโง่ เราหมายถึง

ผู้ถือตะเกียงออกไปรอรับเจ้าบ่าว

แต่เธอมิได้นำน้ำมันไปด้วยนั้น

ที่หล่อนอยู่ฝ่าย "โง่" ก็เป็นเพราะว่า

เธอมิได้นำน้ำมันใส่ขวดออกไปด้วย

เพราะเธอลืมคิดไปว่า

ตะเกียงไร้น้ำมันแม้ถือไว้ก็ไร้ประโยชน์

เพราะจุดอย่างไรก็จุดไม่ติด

เมื่อตะเกียงนั้นจุดไฟไม่ติด

ก็ให้แสงส่องทางแก่เจ้าของมิได้

 

ส่วน #หญิงฉลาด เราหมายถึง

ผู้นำน้ำมันใส่ขวดออกไปพร้อมตะเกียง

เพื่อรอเจ้าบ่าวกลับมาจูงเข้าสู่ประตูหอด้วย

เพราะรู้ว่าตะเกียงที่จะให้แสงสว่างได้

ต้องมีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเท่านั้น

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

คำว่า "เจ้าสาว" ที่เรากล่าวนี้หมายถึง

พี่ๆน้องๆนานาชาติซึ่งดำรงอยู่บนโลกเสรี

ผู้ที่รู้ตัวดีว่าตนยังมิอาจพึ่งพาตนเอง

ช่วยนำพาจิตวิญญาณแก่นแท้ของตน

ให้หลุดพ้นออกไปจาก "#อนันตจักรวาล"

หรือที่พระบิดาทรงเรียกว่า "เอกภพ" นี้ได้

 

เพราะไม่รู้ว่าต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร

เพราะไม่รู้ว่าจิตวิญญาณต้องไปทางไหน

เพราะไม่รู้ว่า "หลุดพ้น" คือ อย่างไร

 

พี่ๆน้องๆทั้งหลายผู้รอคอยเหล่านี้

เป็นผู้ปรารถนาการหลุดพ้นที่แท้จริง

แต่เมื่อยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้

พวกเขาจึงต้องการ "คนนำทางตาดี"

ผู้เชี่ยวชาญเส้นทางและวิธีการเดินทาง

ให้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา

ด้วยจิตใจจดจ่อเฝ้ารอคอยท่านองค์นั้น

เหมือนดั่งเจ้าสาวผู้รอคอยเจ้าบ่าวมารับ

เพื่อจูงมือเข้าสู่ "ประตูนิพพาน"

อย่างตื่นเต้นและตื่นตัวรออยู่ตลอดเวลา

 

แต่เนื่องจากเจ้าบ่าว

อันหมายถึง "พระบุตรเอก" พระองค์นั้น

ทรงกลับไปเตรียมเรือนหอไว้ให้เจ้าสาว

ที่โอ่อ่าอลังการณ์อันสมควรแก่สถานภาพ

จึงกว่าจะพร้อมสรรพต้องใช้เวลาอยู่นานโข

เจ้าสาวที่รอคอยทุกคนจึงง่วงและหลับไป

เพราะเจ้าบ่าวเดินทางกลับมารับตัวช้า

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

สำหรับ "ประตูหอ" ในที่นี้เราหมายถึง

 

ประตูมิติที่พระบิดาทรงสร้างไว้

ให้เป็นทางผ่านเข้าออกของจิตวิญญาณ

ระหว่างแดน "อนันตจักรวาล" หรือเอกภพ

ซึ่งเป็นเสมือนห้องทดลองของพระเจ้า

กับแดน "#จิตจักรวาล" หรือ แดนสุญตา

ซึ่งเป็นราชอาณาจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า

ที่เป็นถิ่นเกิดของจิตวิญญาณมนุษย์

 

ประตูเรือนหอที่ว่านี้

ก็คือ "ประตูนิพพาน"

พระบิดาฯทรงเรียกขานว่า

#ด่านนภาลัย

 

ในอดีตกาลนั้นเรายังเคยกล่าวถึง

ประตูมิติซึ่งเป็นประตูทางออก

ของประดาผู้หลุดพ้นนี้ว่า

เป็นประตูคอกแกะเพียงประตูเดียว

ที่ฝูงแกะคือจิตวิญญาณมนุษย์ทั้งหลาย

จักต้องเดินผ่านกลับเข้าคอกทางประตูนี้

ซึ่ง "เรา" มีหน้าที่เป็น "คนดูแลแกะ"

เราจึงมีหน้าที่เป็นประตูมิติบานนี้ด้วย

 

เพราะเหตุนี้เองแกะตัวใด

ต้องการจะกลับเข้าคอกคือกลับบ้าน

หมายถึงจะออกไปจากโลกและเอกภพ

จึงต้องก้าวผ่านมาทางเราเท่านั้น

จะผ่านไปทางอื่นไม่ได้

จะพยายามปีนรั้วกลับเข้าคอก

ทำตัวเหมือนโจร

ตามที่คนนำทางตาบอด

ซึ่งเป็น "เด็กเลี้ยงแกะ" ชี้นำไม่ได้

เพราะเด็กเลี้ยงแกะเป็นใครก็ไม่รู้

แต่คนเลี้ยงแกะพระบิดาทรงเป็นผู้แต่งตั้ง

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน

มีเสียงตะโกนบอกว่า

"เจ้าบ่าวมาแล้ว...เจ้าบ่าวมาแล้ว

ออกไปรับเจ้าบ่าวกันเถอะ"

 

เราเห็นหญิงสาวพวกที่รอเจ้าบ่าวอยู่

จนง่วงและหลับไปเพราะเจ้าบ่าวมาช้า

มีจำนวนเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

ที่ตื่นขึ้นมาแล้วแต่งตะเกียง

 

เราได้ยินหญิงโง่พูดกับหญิงฉลาดว่า

"ขอน้ำมันให้เราบ้างสิเธอ

เพราะตะเกียงของเราจวนจะดับแล้ว"

 

หญิงฉลาดจึงตอบว่า

 

"ไม่ได้ ไม่ได้....

เพราะน้ำมันอาจไม่พอสำหรับเรา

และไม่พอสำหรับพวกเธอด้วย

จงไปหาคนขายแล้วซื้อเอาเองดีกว่า"

 

ขณะที่หญิงเหล่านั้นไปซื้อน้ำมัน

เราก็เห็นเจ้าบ่าวมาถึง

หญิงสาวที่เตรียมพร้อม

จึงเข้าไปในห้องงานแต่งงาน

พร้อมเจ้าบ่าวแล้วประตูก็ปิด

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

 

ผู้ที่จะก้าวตามเจ้าบ่าว

เดินทางไปสู่ประตูมิติแห่งการหลุดพ้น

บนมรรควิถีจิตจักรวาล

ตามที่พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้

กลับมาช่วยเหลือท่านทั้งหลาย

ก่อนวันปิดยุคพลังงานเก่านั้น

 

เจ้าสาวผู้ที่จะก้าวตามเจ้าบ่าวทัน

เจ้าสาวผู้ที่จะคุยฟังเจ้าบ่าวรู้เรื่อง

เจ้าสาวก็จักต้องใช้สมองเป็น

ต้องนึกคิดเป็นด้วย

 

การใช้สมองเป็น คิดเป็น หมายถึง

ท่านต้องมีทักษะด้านการใช้จิตปัญญา

ในระดับที่สามารถใช้สมองสองซีก

เพื่อการ "เรียนรู้" ด้วยวิธีวิเคราะห์

เพื่อการ "คิดรู้" ด้วยวิธีสังเคราะห์

รวมทั้งอาจสามารถ "หยั่งรู้" ได้ด้วยจิต

โดยมิต้องเรียนรู้และคิดรู้อีกด้วย

 

ดังนั้น

ความฉลาดทางจิตปัญญา

จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราจึงเปรียบก้อนสมองเป็นดั่ง "ตะเกียง"

คนทุกคนมีสมองแปลว่ามีตะเกียง

แต่คนที่ใช้สมองไม่เป็นคิดไม่เป็น

จึงเป็นคนที่ขาดแสงสว่างทางปัญญา

จะเป็นคนที่ไม่ฉลาดในการดำเนินชีวิต

 

ไม่ต่างจากมีตะเกียงแต่ไร้น้ำมัน

ตะเกียงนั้นก็ให้แสงสว่างไม่ได้นั่นแหละ

 

ดังนั้น

หญิงฉลาดจึงฟังเราแล้วเข้าใจ

สามารถเข้าห้องฟังพระโอวาทพระบิดา

ที่ทรงสื่อผ่านเรามาทุกเดือนได้

โดยไม่ง่วงหลับและไม่เบื่อรับฟัง

เพราะเธอฟังแล้วเข้าใจแจ่มแจ้ง

ติดภารกิจโลกอย่างไร

เธอกลุ่มนี้จะมิยอมขาดเว้นมาเฝ้าฟัง

 

เจ้าบ่าวชวนไปเข้าค่ายชำระจิต

และติดอาวุธทางปัญญา

ด้วยกระบวนการ #ไซโคโชว์ อันล้ำลึก

หญิงฉลาดก็ไม่เคยปฏิเสธ

 

เราจึงแลเห็นว่า

ในที่สุดด่านนภาลัยก็เปิดแง้มออก

พระจิตวิญญาณของเจ้าสาวเหล่านี้

พากันเหาะผ่านออกไปได้อย่างสง่างาม

 

ทันใดนั้น

ประตูพระวิหารบนสวรรค์ก็เปิดออก

พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ผู้หลุดพ้น

ต่างพากันเข้าไปน้อมเศียรหมอบกราบ

ต่อเบื้องหน้าพระพักตร์แห่งพระเจ้า

ที่ทรงประทับอยู่บนพระบัลลังก์ใหญ่

 

แต่หญิงรายที่ฟังเจ้าบ่าวแล้วไม่เข้าใจ

เพราะเธอขาดแสงสว่างทางปัญญา

ตะเกียงของเธอไม่มีน้ำมัน

จึงฟังเจ้าบ่าวพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

 

เราได้ยินหญิงบางคน

นินทากล่าวโทษเจ้าบ่าวว่าท่าจะบ้า

เพราะพูดจาสอนอะไรก็ไม่รู้

เดี๋ยวพระเจ้า เดี๋ยวก็พระบิดา

เดี๋ยวก็นิพพาน เดี๋ยวก็หลุดพ้น

เดี๋ยวก็พาเอเมน เดี๋ยวก็พาสาธุ

เอาทุกศาสนามายำนัวมั่วไปหมด

สอนศาสนาอะไรก็ไม่รู้ ฯลฯ

 

เราได้ยินเธอกล่าวล่วงเกินเจ้าบ่าวของตน

ทั้งๆที่ตนเองต่างหากที่เป็นหญิงโง่

เพราะตะเกียงไม่มีน้ำมันจึงจุดไม่ติด

แปลว่าคิดตามที่ได้ฟังพระโอวาทไม่เป็น

 

คนพวกนี้จึงฉลาดที่จะจำและทำตาม

เฉพาะคำสอนของคนที่ตนเชื่อถือเท่านั้น

จะเป็นคำสอนถูกผิดหรือไม่จะไม่ใส่ใจ

แต่พวกนี้ไม่ถนัดที่จะจำและทำตาม

"คำสอน" ที่ถูกต้องเหมาะสมดีงาม

โดยจะเป็นคำสอนของใครก็ได้ไม่ยึดติด

 

เราแลเห็นคนพวกนี้

ได้ห่างหายไปจากห้องรับฟังพระโอวาท

ซึ่งเป็นเสมือนห้องในงานแต่งงาน

เพราะเจ้าสาวคิดว่าเจ้าบ่าวเป็นคน "บ้า"

คนพวกนี้จึงตกเป็นเหยื่อมารและสัตว์ร้าย

ประตูเข้าห้องรับฟังพระโอวาทก็ปิด

 

ในที่สุดเราเห็นพวกหญิงโง่ก็มาถึง

พวกหล่อนมายืนออกันอยู่

ตรงหน้าประตูห้องสื่อพระโอวาท

แล้วพูดว่า

 

"นายเจ้าขา นายเจ้าขา

เปิดรับพวกเราด้วย"

 

เราได้ยินเสียงตอบดังๆว่า

 

"เราขอบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า

เราไม่รู้จักพวกท่าน

เพราะท่านไม่รู้วันเวลา

ท่านจงตื่นเฝ้าระวังตนเองเอาไว้เถิด

ภัยพิบัติและสัตว์ร้ายกำลังมา"

 

ต่อจากนั้นเราได้ยินเสียงดัง

มาจากฑูตสวรรค์หนึ่งในเจ็ดองค์

ผู้ถือขันแห่งภัยพิบัติไว้องค์ละใบว่า

 

"ได้เวลาตัดพวงองุ่น

โยนลงไปในบ่อย่ำองุ่นกันแล้ว"

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

9-01-2019

สนทนาประสาจิตจักรวาล 8/01/2019

 #สนทนาประสาจิตจักรวาล

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

เมื่อมีการระเบิดขึ้นบนพื้นผิวดวงอาทิตย์

ก็จะปรากฏภาพของ Solar Flare

ถ้าเกิดการระเบิดบนด้านที่หันมาทางโลก

พายุสุริยะ Solar Wind ก็จะพัดพาเอา

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้านบวกที่เข้มข้น

พุ่งตรงมายังดาวเคราะห์โลกอย่างรวดเร็ว

 

สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้นอย่างแรกก็คือ

ก๊าซเรือนกระจกที่ปกคลุมโลกอยู่

จำพวก HC ซึ่งมีศักยภาพไฟฟ้าเป็นลบ

ก็จะถูกทำให้เป็นกลางทางไฟฟ้า

จนพากันสลายมวลแยกตัวออกจากกัน

 

กลายเป็นก๊าซเดี่ยวอิสระ

แล้วหลุดลอยออกจากเรือนกระจก

ที่ปกคลุมหุ้มห่อโลกนี้อยู่

ด้วยคลื่นพลังงานความรักจากดวงอาทิตย์

ซึ่งเทพนิบิรุผู้เป็นฑูตสวรรค์ของพระบิดา

เป็นผู้เมตตาหยิบยื่นมาให้

 

สิ่งดีๆอย่างที่สอง

เมื่อพลังงานความรักจากดวงอาทิตย์

ส่งทะลุผ่านเข้ามายังบรรยากาศโลกได้

ก็จะช่วยเก็บกวาดขยะประจุลบในบรรยากาศ

ให้เป็นกลางทางไฟฟ้าได้เป็นอย่างดียิ่ง

ขยะประจุลบมากมายที่กล่าวนี้ก็คือ

อิเล็กตรอนอิสระในชั้นบรรยากาศโลก

ที่เกิดจากพลังจิตติดกิเลสตัณหาของมนุษย์

แล้วเหวี่ยงมันออกมาทิ้งไว้เป็นขยะ

จนทำให้บรรยากาศโลกระดับล่าง

 

ต้องมีศักยภาพทางไฟฟ้าเป็นลบ

จึงยังผลให้เครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์

ตกอยู่ท่ามกลางสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเทียม

ที่มีค่าความเข้มสนามแม่เหล็กโลกเป็นลบ

จึงทำให้สนามแม่เหล็กโลกต้องเสียสมดุล

ซึ่งมันจะมีผลกระทบต่อต่อมไร้ท่อ

และอวัยวะภายในต่างๆของมนุษย์

ให้เกิดการทำงานผิดพลาดหรือหย่อนพลัง

 

เมื่อมีพายุสุริยะ

ส่งคลื่นพลังงานไฟฟ้าด้านบวกเข้ามา

ก็จะช่วยให้ร่างกายมนุษย์แข็งแรงสมบูรณ์

เพราะมีกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำในระดับเซลล์

เกิดความสมดุลเป็นปกติได้

ทำให้การสื่อสารทางจิตของท่านทั้งหลาย

ที่จะต้องอาศัยเส้นแรงสนามแม่เหล็กโลก

เป็นทางผ่านเพื่อการติดต่อเชื่อมโยงกัน

ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

และจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

นอกจากนั้นเรายังรู้ด้วยว่า

 

หลายคนจะเกิดอาการไม่ปกติ

เช่น หงุดหงิดง่ายผิดปกติ

โมโหร้าย ขาดสติง่าย เจ้าอารมณ์

หลายคนจะแสดงอาการซึมเศร้า

หลายคนจะเกิดอาการเครียดทางประสาท

จนถึงขั้นทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นก็มี

บางท่านก็จะเกิดอาการปวดมึนศีรษะ

ทั้งบริเวณหน้าผากและท้ายทอย

แถมมีอาการคลื่นไส้ใจสั่นอีกต่างหาก

 

รายที่มีอาการเหล่านี้

เกิดจากพลังงานด้านบวกที่ส่งเข้ามา

มีอิทธิพลต่อสนามแม่เหล็กของสมอง

ที่วิปริตแปรปรวนและอสมมาตรกันอยู่

ภายในกระโหลกศีรษะของท่านนั้นๆ

โดยมันจะถูกปรับให้สมดุลนั่นเอง

 

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น

เป็นมุมด้านบวกบางด้านที่จะเกิดขึ้น

เมื่อพายุสุริยะเดินทางมาถึงระบบโลก

ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถสังเกตได้

ด้วยตัวของท่านเอง

 

สิ่งสำคัญที่สุด

ในทุกครั้งที่พายุสุริยะถูกส่งเข้ามายังโลก

มันจะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวแรงขึ้นถี่ขึ้น

มันจะก่อให้เกิดภูเขาไฟเก่าใหม่ปะทุขึ้น

มันจะก่อให้เกิดพายุหมุนแรงขึ้นมากขึ้น

มันจะก่อให้เกิดอุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง

มันจะก่อให้เกิดภูมิอากาศวิปริตแปรปรวน

ปรากฏการณ์วิปริตผิดธรรมชาติเหล่านี้

 

ช่างเท็คนิกเบื้องหลังมิติโลกทีมต่างๆ

เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของปรากฏการณ์ทั้งสิ้น

โดยพวกเขาจะใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์

เป็นเครื่องมือทำให้เกิดภัยพิบัติเหล่านั้น

ไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้หรอกว่า

วันใดที่ไหนจะเกิดภัยพิบัติอะไรขึ้นบ้าง

ขนาดช่างเท็คนิกและหัวหน้าเอง

ยังมิอาจรู้ล่วงหน้าได้เลย

เพราะประชุมกันกระทันหัน

ปฏิบัติการกันแบบสายฟ้าแลบ

เราจึงบอกได้อย่างเดียวว่า

โลกจะเกิดภัยอะไรขึ้นบ้าง

เกิดแล้วโลกจะเป็นอย่างไร

ตัวท่านจะต้องเตรียมตนผจญภัยไว้อย่างไร

เราเผยได้เท่านี้จริงๆ

ขอท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทเถิด

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

8-01-2019

สนทนากับพระเจ้า (22) 7/01/2019

 #สนทนากับพระเจ้า (22)

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

การรอคอยเจ้าบ่าวของเจ้าสาวนั้น

หมายถึงการรอให้เจ้าบ่าว

กลับมาจูงเจ้าสาวเข้าสู่ประตูเรือนหอ

ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้

หลังจากเจ้าบ่าวกลับไปเตรียมเรือนหอ

สำหรับเจ้าสาวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

 

เจ้าสาวทั้งหลาย

ที่เฝ้ารอคอยเจ้าบ่าวอยู่นั้น

เราหมายถึง

 

มนุษย์ทุกคนที่ยังอยู่บนโลกเสรีนี้

เป็นมนุษย์ทุกคนที่ยังมิอาจนำพา

จิตวิญญาณแก่นแท้ของตนเอง

ให้หลุดพ้นออกไปจากเอกภพ

หรืออนันตจักรวาลนี้ด้วยตนเองได้

เพื่อย้อนกลับคืนสู่อาณาจักรจิตจักรวาล

บ้านเกิดของจิตวิญญาณที่ตนจากมา

 

เจ้าสาวผู้รอคอยเจ้าบ่าว

จึงเปรียบเป็นเช่นดั่งนักเดินทางตาบอด

ที่ต้องการคนนำทางตาดีสักคนหนึ่ง

ช่วยให้บรรลุมรรคผลสูงสุดคือ "หลุดพ้น"

เพราะเจ้าสาวที่เป็นคนนานาชาติ

มิอาจช่วยเหลือตนเองให้หลุดพ้นได้

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

 

เราแลเห็นเจ้าสาวตาบอด

ที่อยู่บริเวณข้างนอกคอกแกะหลายคน

พากันก้าวตามคนนำทางตาบอด

เวียนวนขึ้นๆลงๆเขาวงกต

ซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่หลายรอบ

โดยไม่รู้สติว่าอีกเมื่อใด

จึงจะเดินทางขึ้นไปถึงยอดเขาได้

 

คงได้แต่คิดว่าเขาวงกตนี้ช่างสูงนัก

เพราะเดินขึ้นกันมาตั้งนาน

แต่ขึ้นไปไม่ถึงยอดเขากันสักที

ทั้งๆที่เวียนขึ้นเวียนลงกันมาหลายรอบ

แต่เจ้าสาวก็ยังคงทำซ้ำอยู่อย่างนั้น

ยังเดินตามคนนำทางตาบอดอยู่ดังเดิม

 

เพราะเจ้าสาวตาบอดขาดมหาสติ

จึงไม่รู้สติ ไม่มีสติ และไม่ใช้สติ

แม้หล่อนจะมีจิตปรารถนาว่าจะนิพพาน

แต่ก็ยังสำแดงปณิธานแห่งนิพพานไม่ได้

เพราะเจ้าสาวตาบอด

พากันไปก้าวเดินตามคนนำทางตาบอด

ที่พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงแต่งตั้ง

แต่พากันปฏิเสธคนนำทางผู้รับใช้พระเจ้า

 

ไม่ต่างจากพวกลูกแกะที่หลงฝูง

ไปเดินตามหลัง "เด็กเลี้ยงแกะ"

ที่มิใช่คนเลี้ยงดูแกะของพระเจ้า

ซึ่งเป็นประตูคอกแกะของพระเจ้าด้วย

เราจึงเห็นประดาเจ้าสาวตาบอด

พยายามจะปีนรั้วเข้าคอกแกะพระบิดาฯ

ตามที่เด็กเลี้ยงแกะพาทำนำปีนกันอยู่

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เรารู้ว่าคนนำทางพวกนั้นตาบอด

เพราะเราเห็นเขาพาเจ้าสาวหลงทาง

เพราะเส้นทางที่พวกเขาพาเดินไปนั้น

เป็นเส้นทางของว่าวที่สายป่านขาด

สายป่านหลุดไปติดค้างอยู่บนยอดไม้

ทำให้ว่าวต้องลอยขึ้นไปติดลมอยู่บนฟ้า

จะลอยให้สูงขึ้นไปอีกก็ไม่ได้

จะร่วงหล่นตกลงมาสู่พื้นดินก็ไม่ได้

เพราะสายป่านมันพันอยู่บนยอดไม้

 

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

 

ประดาเจ้าสาวตาบอด

ผู้หลงเดินตามคนนำทางตาบอด

ผู้เป็นดั่งว่าวที่กำลัง "หลุดลอย" อยู่นั้น

นอกจากจะไม่รู้สถานภาพตนเองแล้ว

เธอยังถูกชักจูงให้หลงเชื่อด้วยว่า

การนำพาตนเองไปหลุดลอยอยู่บนนั้น

มันคือการ "นิพพาน" สังสารวัฏได้แล้ว

 

เนื่องจากเข้าใจว่าตนดับการเกิดดับได้

เพราะหลุดลอยไปติดค้างอยู่ตรงนั้น

ไม่ต้องมีการกลับมาเกิดใหม่

ไม่ต้องมีการตายหายไปจากตรงนั้นแล้ว

มีแต่การดำรงอยู่ไปวันๆ

 

พวกคนนำทางที่ยังอยู่ข้างล่าง

ต่างพากันเข้าใจว่าอย่างนั้น

จึงชักชวนกันมุ่งทำบุญเบื้องล่าง

เพื่อเอาไปสร้างไว้เบื้องบนกันยกใหญ่

โดยหมายจะก้าวตามคนนำทางตาบอด

ที่หลุดลอยไปอยู่บนนั้นแล้ว

อย่างเชื่อมั่น มุ่งมั่น และงมงาย

โดยยังไม่รู้ความจริงของผู้หลุดลอยเลยว่า

พวกคนนำทางตาบอดรุ่นพี่พวกนั้น

ที่คิดหวังจะหนีทุกข์ คาดหวังจะดับทุกข์

ปรารถนาจะนำพาจิตวิญญาณให้พ้นทุกข์

แต่ละรูปธรรมเหล่านั้นก็ยัง "ติดทุกข์" อยู่

 

เพราะพวกเขาที่หลุดลอย

แท้จริงแล้วยิ่งทุกข์หนักมากกว่าเดิม

 

ทุกข์เพราะยังยึดติดอัตตาตัวกูของกูอยู่

ทุกข์เพราะยังหลงมายารูปลักษณ์อยู่

ทุกข์เพราะยังมีกิเลสตัณหาเหลืออยู่

ทุกข์เพราะยังโง่งมงายอยู่

ทุกข์เพราะไม่รู้ว่านิพพานต้องไปต่อยังไง

ฯลฯ เป็นต้น

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

เราเห็นคนนำทางตาบอดมองว่า

การได้รับโอกาสจากพระบิดาฯ

ให้มาเกิดเป็นมนุษย์พร้อมถือบทละครชีวิต

ที่ตนเองต่างเขียนมาแสดงร่วมกัน

ตั้งแต่ภพชาติแรกแล้วนั้น

ล้วนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง

 

ทั้งๆที่แต่ละคนต่างล้วนวางแผน

เขียนบทละครกันมาเอง

เพื่อใช้เป็นบททดสอบจิตสามนึกกันและกัน

ให้สั่นสะเทือนเป็นรักได้ ให้อภัยเป็น

ทั้งบทดีและบทร้าย ทั้งง่ายทั้งยาก

เพื่อใช้พลังอำนาจแห่งรักทั้งสองมิติ

ช่วยกันค้ำจุนโลกให้เกิดสันติสุขและสมดุล

ไม่ใช่ให้เกิดมาเพื่อติดทุกข์ติดสุข

ด้วยกันทั้งนั้น

 

เราแลเห็นเจ้าสาวตาบอดบนโลกเสรี

เมื่อเผชิญบทละครยากๆเข้าก็ทุกข์

จึงพยายามละทิ้งหน้าที่ทางจิตวิญญาณ

พากันไปเดินตามหลังคนนำทางตาบอด

เพื่อหวังให้ช่วยพาตนให้พ้นทุกข์ด้วยคน

จนหลายคนเวียนตายเวียนเกิดมาซ้ำซาก

ก็ยังเป็นเจ้าสาวผู้ตกระกำลำบากอยู่อย่างนั้น

เพราะยังเข้าอาณาจักรสวรรค์พระบิดามิได้

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 

เราเห็นประตูคอกแกะ

ซึ่งเป็นทางผ่านเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์

ทั้งเงียบเชียบและเงียบเหงา

 

เราแลเห็นประตูเรือนหอ

ตรงด่านนภาลัยเงียบเชียบไร้คนเข้าออก

เพราะเจ้าสาวนานาชาติกว่ากึ่งหนึ่ง

ซึ่งเป็นลูกแกะพระบิดา

ไปหลุดลอยคว้างอยู่กลางอนันตจักรวาล

บ้างก็ลงไปดัดจริตสันดานอยู่ในแดนนรก

เพราะก้าวตามคนนำทางตาบอด

เนื่องจากพวกหล่อนจำพระบิดาไม่ได้

และลืมสัญญาว่าจะเฝ้ารอเจ้าบ่าวกลับมา

 

จากนั้นเราก็แลเห็นหญิงสาว

เปรียบได้กับ 10 คน

กำลังยืนถือตะเกียงรอรับเจ้าบ่าวอยู่

ห้าคนเป็นคนโง่

อีกห้าคนเป็นคนฉลาด

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

07-01-2019