ความรู้เรื่องเวลา



ความรู้เรื่องเวลา:
*****************
เราจะกล่าวความจริงเรื่อง "เวลา"
ต่อท่านทั้งหลายว่า

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ของมนุษย์เช่นพวกท่านทั้งหลาย 
คือ เอกองค์จิตจักรวาลพระองค์นั้น
ทรงกำหนดให้มี "กาลเวลา" ขึ้นไว้
เฉพาะแต่เวลาในมิติโลกทางกายภาพ
เป็นเพราะเหตุว่า

1.พระบิดาทรงมีพระสงค์ให้
บุตรมนุษย์ทุกคนบนดาวเคราะห์โลกเสรีนี้
ได้เรียนรู้ว่า "มนุษย์ คือ คนสองมิติ"

2.คนสองมิติ คือ 
คนที่มี 2 ภาคในตนเอง
อันประกอบด้วยภาคแรก คือ
ภาคส่วนของจิตหยาบกับกายหยาบ

กับภาคที่สอง คือ 
จิตละเอียดหรือแก่นแท้
ที่เรียกว่า "จิตวิญญาณ"
ผู้ขันอาสามาเกิดเป็นมนุษย์กันนี่แหละ

3.โดยทรงแยกแยะให้เห็นว่า
"กาลเวลา" ในมิติของกายหยาบนั้น
สมการของเวลาจะเป็น "เส้นตรง"
กล่าวคือจะมีทั้งจุดเริ่มต้น 
จุดที่จะต้องเคลื่อนผ่านไป 
และจะต้องมีจุดสิ้นสุดที่ดำรงอยู่
บนระนาบเดียวกัน
หรืออยู่ในมิติเดียวกันเท่านั้น

ที่สำคัญ คือ เวลาของใคร ใครคนนั้น
ต้องเป็นผู้ที่เคยดำรงอยู่ ณ จุดเริ่มต้น 
เคยดำรงอยู่ ณ จุดที่ต้องเคลื่อนผ่าน
และใครคนนั้นจักต้องกำลังดำรงอยู่ 
ณ จุดสิ้นสุดนั้นด้วย

4.นอกจากนั้น...
ขณะที่ท่านกำลังดำรงอยู่ ณ จุดปัจจุบัน
อันเป็นจุดสิ้นสุดของกาลเวลาของท่าน
ซึ่งอยู่บนเส้นตรงระนาบเดียวกันนี้

ท่านยังมี "กาลเวลา" ที่ยังมิได้ใช้ไป
หรือท่านยังมิได้เคลื่อนที่ต่อไป
จากจุดสิ้นสุดที่เป็นจุดปัจจุบัน
นั่นเป็นจุดที่ท่านทั้งหลาย
เรียกกันว่า "อนาคต" น่ะเอง

5.พระบิดาทรงกำหนดสร้างให้
กาลเวลาในมิติโลกเป็น "มายา" ดั่งว่านี้
เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของลูกๆ
โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่สำคัญ 3 เรื่อง
ดังต่อไปนี้ คือ

5.1 เพื่อให้เรียนรู้กฎหลักของจักรวาล คือ
กฎแห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง
เพื่อการเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดกาล
ภายในเอกภพหรือจักรวาลอันไพศาลนี้

นั่นคือ ทุกสรรพสิ่ง
จักต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ
โดยมีวัฏจักรหรือวงรอบการเปลี่ยนแปลง
ดังต่อไปนี้ คือ ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง
เพื่อการดำรงอยู่
เพื่อการเสื่อมสลาย
และเพื่อการสร้างใหม่หรือเกิดใหม่

นับเป็นความเหมาะสมยิ่ง
ที่จะใช้กลไกอายตนะ
ของเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เรียนรู้เรื่องของ "กาลเวลา" 
ในมิติแห่งกายหยาบ

5.2 เพื่อให้ท่านทั้งหลายเรียนรู้ว่า....

แก่นแท้ที่เป็นจิตวิญญาณของท่านนั้น
ได้จากพระองค์ข้ามมิติมาเกิดเป็นมนุษย์
มาเกิดเป็นคนสองมิติกันบนดาวโลกเสรีนี้
ใช้เวลาผ่านมา "เนิ่นนานเท่าใดแล้ว"

ถ้าใครสามารถเกิดสติทางวิญญาณได้ว่า
จากพระองค์และบ้านเกิดทางจิตวิญญาณ
มานานมากโขแล้ว

ท่านผู้นั้นก็อาจสามารถ "คิดถึงบ้าน"
อันหมายถึง "ปรารถนาจะนิพพาน"
และท่านผู้นั้นอาจสามารถ 
"รำลึกถึงพระบิดา" อันหมายถึง 
ปรารถนาจะคืนกลับไปกราบพระบาท
ซึ่งมันจะยังผลให้ท่านผู้นั้น
เกิดการสั่นสะเทือนจิตตปัญญาครั้งใหญ่
เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง
สู่มรรควิถีแห่งจิตจักรวาล
บนเส้นทางของ "อริยบุคค"
ผู้มีเป้าหมายเดียวกัน คือ "การหลุดพ้น"

6.ส่วนกาลเวลาในภาคของ "จิตวิญญาณ"
ด้านของตัวตนแก่นแท้
ในมิติทางพลังงานนั้น

สมการแห่งเวลามิได้เป็นเส้นตรง
โดยมีจุดเริ่มต้น จุดที่เคลื่อนผ่าน
และมีจุดสิ้นสุดหรือจุดที่เป็นปัจจุบัน
อยู่บนระนาบเดียวกันเหมือนดั่ง "กาลเวลา่" 
ในมิติโลกของกายหยาบที่กล่าวมา

เพราะกาลเวลาในมิติโลกนั้น
ใช้คุณสมบัติของการเดินทางของเส้นแสง
เป็นเครื่องเปรียบเทียบ
เนื่องจากแสงเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในมิติโลก
ที่เคลื่อนที่เดินทางได้เร็วที่สุด
ในประดาสรรพสิ่งทั้งหลาย
ซึ่งเป็นสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพ

แต่กาลเวลาในมิติทางพลังงาน
ด้านของแก่นแท้คือจิตวิญญาณนั้น
จะใช้ความเร็วในการเดินทางของแสง
มาเป็นเครื่องเปรียบเทียบอีกไม่ได้แล้ว

เพราะยังมีบางสรรพสิ่งในจักรวาลนี้
ที่มันสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไวกว่าแสง
สรรพสิ่งนั้นก็คือ รูปธรรมจิตวิญญาณ
ผู้เป็นตัวตนแก่นแท้ของท่าน
ที่ขันอาสาพระบิดามาเกิดเป็นมนุษย์นี่แหละ

7.ความเร็วในการเดินทางของจิตวิญญาณ
ที่เคลื่อนที่ไปในสนามพลังงานจักรวาล
ความเร็วเฉลี่ยเท่ากับ

"ความเร็วแสง ที่เปลี่ยนค่าเป็น 2 เท่า
ในทุกๆวินาที...!!!"

ระยะทางจึงไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรค
สำหรับจิตวิญญาณของท่านเลย

8.ดังนั้น....

พระบิดาจึงกำหนดให้ "กาลเวลา"
ในมิติจิตวิญญาณอันเป็นมิติสากล
อยู่ในรูปของ "จุด" เพียงจุดเดียวเท่านั้น

หมายความว่า
ขณะที่ท่านกำลังยืนอยู่ ณ จุดปัจจุบัน
ท่านก็กำลังยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้น
และท่านก็กำลังยืนอยู่ ณ จุดที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นกาลอดีตไปแล้วด้วยสินะ

ขณะที่อนาคตซึ่งยังมาไม่ถึง
ก็ยังเป็นปัจจุบัน ณ จุดที่ท่านยืนอยู่เช่นกัน

แปลว่ากาลเวลาในมิติแห่งสากลจักรวาล
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคตแล้ว
คงมีแต่เพียงปัจจุบันเท่านั้น
เพราะอดีตก็คือปัจจุบัน
อนาคตก็คือปัจจุบัน

หากผู้ใดสามารถเข้าถึงการใช้จิตวิญญาณ
เพื่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
แทนการใช้จิตหยาบได้แล้ว
ท่านจักเป็นผู้หยั่งรู้และล่วงรู้
ในเรื่องราวต่างๆที่เป็นอนาคตหรืออดีต
ที่ใครคนอื่นทั่วไปเขาไม่รู้ได้ไม่ยาก

มันมิได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่จะทำให้
ใครบางคนกลายเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์
อย่างที่บางท่านเคยคิดเลยสักนิด

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-4-2016

เรื่องของ "ฌาน" และ "ญาณ"



เรื่องของ "ฌาน" และ "ญาณ"
*****************************
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

บนเส้นทางนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง
ของฆราวาสผู้ใฝ่นิพพานนั้น
ท่านสามารถสร้าง "ฌาน" และ "ญาณ"
ให้ก้าวหน้าสู่ขั้นสูงสุดโดยมิต้องผ่าน
การปฏิบัติกรรมฐานทั้งวันคืนก็ได้
เพียงแค่ท่าน "ฉลาด" ดำเนินชีวิตเท่านั้น

โดยท่านจะต้องรู้ความจริงก่อนว่า
ทั้งฌานและญาณล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญ
สำหรับผู้ใฝ่การหลุดพ้นทุกคนจักต้องใช้
มิใช่เฉพาะแต่นักบวช
ผู้ปลีกวิเวกไปจากทางโลกแล้วดอกนะท่าน

เพราะ "ฌาน" เป็นพลังอำนาจทางจิต
ที่เป็นเครื่องมือเพียงชิ้นเดียว
ที่จะช่วยให้ท่านเข้าถึง
พลังอำนาจทางปัญญาของสมอง
ที่เรียกว่า "ญาณ" 
หรือคำเต็มว่า "ปัญญาญาณ" ได้

พวกนักบวชเขาใช้กลวิธีสมถกรรมฐาน
ค่อยๆเพียรยกระดับการสั่นสะเทือนจิตตนเอง
ให้เข้าถึงการสั่นสะเทือนสูงขึ้นเรื่อยๆให้ได้
ด้วยวิธีการ "กำหนดจิต" หรือ กำกับจิต
ให้อยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของตนให้ได้
ถ้ากำกับมันให้นิ่งสงบได้มากเท่าใด
แสดงว่าขณะนั้นจิตกำลังสั่นสะเทือน
เป็นคลื่นความถี่สูงมากเท่านั้น

จิตที่สั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่สูงมาก
จะเป็นจิตที่อยู่ในสภาวะสงบเป็นอันมาก
ซึ่งระดับความสงบมากนี่แหละที่เรียกว่า "ฌาน"
ถ้าสงบมากกว่าระดับฌานก็สูงกว่า

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ความจำเป็นของท่านต่อการเข้าถึง
ทั้ง "ฌาน" และ "ญาณ"
ถ้าปรารถนาการหลุดพ้นแท้จริงนั้น
ก็เพราะสาเหตุว่า

1.ฌาน ซึ่งเป็นพลังอำนาจทางจิตนั้น
เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการขับเคลื่อน
กระบวนการสื่อสารสัมพันธ์ทางจิต
อันเป็นภาษาสากล
ระหว่างตัวท่านกับสรรพสิ่งใดๆในจักรวาล

ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการด้านการคิดรู้
กระบวนการด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล
กระบวนการถ่ายทอดพลังงานความรัก
จนแม้กระทั่งการเดินทางของจิตวิญญาณ
ในมิติที่สูงกว่ามิติโลกทางกายภาพ
ล้วนต้องใช้พลังอำนาจของจิต
เพื่อการขับเคลื่อนทั้งสิ้น

ดังนั้น
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน
จะมีพลังอำนาจทางจิตวิญญาณได้
ก็ต่อเมื่อจิตหยาบของท่าน
สามารถเข้าถึงจิตที่เป็นสมถะ
ในสภาวะที่เรียกว่า "จิตสงบ" เท่านั้น

ซึ่งท่านฆราวาสทั้งหลายผู้มีเวลาน้อย
เพราะยังมีครอบครอบครัวยังมีสังคม
ที่ท่านจักต้องรับผิดชอบกันอยู่
จะสามารถสร้าง "ฌาน" ให้เกิดในตน
โดยมิต้องใช้วิธีของนักบวชก็ได้
เพียงแค่ท่านถือลูกแก้วสองดวง
ที่องค์จิตจักรวาลทรงประทานมาให้
ด้วยการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ขณะดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้นเอง

ลูกแก้วสองดวงที่ว่านี้ก็คือ
ดวงแรก หมายถึง ท่านต้องมีมหาสติ
นั่นคือ รู้สติ มีสติ และใช้สติ

ดวงที่สอง หมายถึง 
ท่านต้องมีปณิธานแห่งนิพพานชัดเจน
นั่นคือ รักได้ ให้เป็น ไม่ก้าวล่วงใคร
และใช้จิตตปัญญาดำเนินชีวิต
คือ คิดก่อนพูดหรือกระทำ
ตาม "ปริญญาโมเดล" ว่าด้วย 6 ถูก

อันประกอบด้วย...
ถูกคน ถูกวิธี ถูกที่ 
ถูกเวลา ถูกต้อง และถูกใจ
หากผิดข้อใดข้อหนึ่งในหกถูกนี้
ท่านจักต้องสงบระงับ
การแสดงออกหรือกระทำใดๆนั้นเสียทันที
มิเช่นนั้นจะเป็นการก่อกรรมใหม่ขึ้นมาได้

2.ญาณ ก็เป็นพลังอำนาจของสมอง
ที่แสดงออกมาในรูปของความฉลาด
ซึ่งต้องอาศัย "พลังของฌาน"
ช่วยสั่นสะเทือนเซลสมองของท่าน
ให้มันสั่นสะเทือนตาม
เพื่อสร้างพลังอำนาจทางปัญญาสูงสุด
ที่เรียกว่า "ญาณ" นั่นเอง

ดังนั้น
ถ้าท่านสามารถเข้าถึงระดับฌานสูงๆได้
มันจะทำให้ท่านฉลาดมากขึ้น
เพราะมีญาณสูงขึ้นโดยแท้

การยึดมั่นในการครอง "มหาสติ"
กับการยึดมั่นใน "ปณิธานแห่งนิพพาน"
ในการดำเนินชีวิตประจำวันของท่าน
มันจะช่วยให้ท่าน "จิตใสใจสวย" ขึ้นเรื่อยๆ
อันหมายถึงท่านจะมีสภาวะจิตสงบ
เข้าสู่โหมด "สุญตา" ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยกระบวนการทางธรรมะ
ที่เป็นวิถีแห่งธรรมชาติโดยแท้

เราจึงจะกล่าวความจริงว่า
ถ้าท่านยอมรับว่าธรรมะคือธรรมชาติแล้ว
การยกระดับจิตตปัญญา
ให้เกิดฌานกับญาณในชีวิตประจำวัน
ซึ่งเราเรียกว่า "ธรรมชาติสมาธิ" นี้
จึงเป็นมรรควิถีธรรมชาติที่แท้จริง

คนมีฌาน คือ ผู้ที่จิตวิญญาณพร้อมหลุดพ้น
เพราะมีพลังอำนาจเหลือเฟือที่จะดีดตนเอง
ออกไปจากแรงดึงดูดของเอกภพทั้งระบบ
กลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนทางจิตวิญญาณ
ที่เรียกว่าแดนสุญตาหรือแดนนิพพาน
ดินแดนของผู้อิ่มเอิบอยู่กับความว่างเปล่าได้

นอกจากนั้นพลังของฌาน
ที่ช่วยให้เกิดพลังของปัญญาญาณได้
ก็จะยังผลให้ท่านฉลาดคิด 
ฉลาดตัดสินใจในบททดสอบต่างๆ
และฉลาดในการเรียนรู้โลก
ซึ่งมันจะช่วยให้ท่านสามารถที่จะ
ไม่ก่อกรรมใหม่ให้เกิดกรรมเวร
ที่มันจะสะท้อนกลับมาเป็น "เวรกรรม"
ให้ท่านต้องมารับผิดชอบในชาติหน้าอีก

อีกทั้งมันยังจะช่วยให้ท่าน
แก้ไขผลกรรมเก่าๆที่เคยก่อไว้ได้ด้วย
เพราะว่าท่านฉลาดดำเนินชีวิต
ด้วย "ญาณ" หรือ ปัญญาญาณ
ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมดีงาม
อันหมายถึงการ "หลุดพ้น" 
หรือว่านิพพานได้อย่างสิ้นเชิงนั่นแหละ

เพราะจิตที่สงบ คือ จิตสุญตานั้น
ต้องเกิดจาก "จิตสามนึก" หรือ จิตสำนึก
ที่เข้าถึงสภาวะแห่งจิตใสใจสวยได้
จนเป็นคุณสมบัติทางจิตของท่านไป
กับจิตวิญญาณที่มีผลกรรมต่ำกว่า 30% 
เพราะไม่ก่อกรรมใหม่
และแก้ไขกรรมเก่าในชีวิตประจำวันได้

ทั้งสองประการที่กล่าวไว้นี้
นับเป็นคุณสมบัติหลักและสำคัญ
ที่จิตหยาบของท่าน
จักต้องให้รางวัลแก่แก่นแท้
หากปรารถนาจะนิพพานอย่างแท้จริง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
5-4-2016

ข่าวสารการชำระโลกจากจิตจักรวาล


เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
หลายปีที่ผ่านมานี้

มีทั้งคนคุ้นหน้าคุ้นตาและแปลกหน้า
ได้พากันออกมากล่าวขานกัน
ถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ
ที่น่าสะพรึงกลัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมทั้งระบุวันที่เวลาที่จะเกิดและสถานที่
เอาไว้ชัดเจนแบบฟันธงอีกด้วย
แต่ท้ายที่สุดแล้ว...มันก็มิได้มีอะไรเกิดขึ้น
คือ ทำนายทายผิดนั่นเอง

แต่ในขณะเดียวกัน
ทั่งโลกรวมทั้งประเทศไทยเองด้วย
ก็มีแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติ
ในรูปแบบต่างๆและแปลกๆเพิ่มขึ้นจริงๆด้วย

สถานที่ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหว
ก็ชักจะเริ่มสั่นไหวถี่ขึ้นแรงขึ้น
สถานที่เคยเกิดแผ่นดินไหวแล้ว
ก็ยังมีการไหวซ้ำๆอีก

สถานที่ไม่เคยเกิดพายุทอร์นาโด
ก็กลับมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น
ทั้งๆที่เป็นพิกัดนอกเขตทอร์นาโด

สถานที่ซึ่งไม่เคยมี
คลื่นอากาศหนาวเย็นจัดพัดผ่าน
ก็ปรากฏว่ามีอากาศหนาวจัดอย่างไม่เคยเป็น

สถานที่ไม่เคยมีน้ำท่วม
ก็ปรากฏว่าเกิดอุทกภัยแบบเฉียบพลัน
สถานที่ไม่เคยมีหิมะตก
ก็เกิดหิมะตกลงมาอย่างหนัก
โดยเฉพาะประเทศในดินแดนแห่งทะเลทราย
ที่เป็นประเทศในเขตร้อน

ปรากฏการณ์เหล่านี้เอง
ที่ยั่วยวนให้นักทำนายหรือผู้พยากรณ์
ออกมากล่าวขานกันอยู่เป็นระยะๆ

แต่เราจะบอกความจริง
ซึ่งเป็นความลับเบื้องหลังมิติโลกว่า
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบนโลกเสรีนี้
ทั้งที่ผ่านมา จนปัจจุบัน และในกาลอนาคต
มันมิใช่ภัยที่เกิดจากธรรมชาติปกติ

ภัยธรรมชาติที่ไม่ปกติก็คือ
ภัยที่เกิดจากการเสียสมดุลของระบบโลก
อันเกิดจากจิตสาม(สำ)นึกมนุษย์บกพร่อง
ทั้งในมิติโลกทางกายภาพ
เช่น การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
และในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณ
เช่น รักกันไม่ได้ ให้กันไม่เป็น
ดำเนินชีวิตด้วยกิเลสตัณหา เป็นต้น

โดยที่วินาทีใดก็ตาม
ถ้าโลกเสรีนี้เกิดการเสียสมดุลไป
ในมิติใดมิติหนึ่งแม้เพียงเล็กน้อย
ภัยพิบัติอันเกิดจากดินน้ำลมไฟ
มันจะก่อตัวสำแดงปรากฏการณ์
ขึ้นมา ณ บัดเดี๋ยวนั้นเสมอ

นอกจากนั้นภัยพิบัติหนักเบาแต่ละแบบ
ยังเกิดจากการกระทำของช่างเท็คนิก
ในแผนปฏิบัติการปรับสมดุลของดาวโลก
เพื่อยกระดับโลกสู่ยุคพลังงานใหม่
ด้วยวิธีการชำระส่วนเกิน
ที่เป็นขยะรกโลกออกไปเสียจากระบบ

ด้วยเหตุนี้เอง...
คำทำนายของพวกเขา
จึงไม่เคยมีความแม่นยำแม้เพียงสักครั้ง
เพราะความศักดิ์สิทธิ์หรือการเป็นผู้วิเศษ
จะไม่มีวันเข้าถึงความจริงที่เกี่ยวกับ
วันเวลาและพิกัดที่จะเกิดภัยพิบัติได้เลย
เนื่องจากไม่มีผู้ใด
จะสามารถล่วงรู้ล่วงหน้าได้เลย

ที่รู้ล่วงหน้าไม่ได้ก็เพราะว่า
จิตสำนึกมนุษย์ทั้งโลกจะบกพร่อง
จนทำให้โลกเกิดการเสียสมดุลไป
ในวินาทีใดวินาทีหนึ่งนั้น
ไม่มีใครบอกได้หรอก
แม้กลไกเท็คโนโลยีของมนุษย์โลก
ก็ไม่มีความสามารถที่จะบอกล่วงหน้าได้

นอกจากนั้น...
จะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้อีกเช่นกันว่า
แผนปฏิบัติการชำระโลกของช่างเท็คนิก
จะปฏิบัติการแบบไหน
จะปฏิบัติการตรงพิกัดพื้นที่ไหน
จะปฏิบัติการในวันเวลาใด
จะปฏิบัติการในระดับรุนแรงขนาดไหน

มันจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ในแผนปฏิบัติการเลย
แม้แต่ทีมช่างเท็คนิกเอง
เพราะพวกเขาจะลงมือปฏิบัติการกัน
ในแบบกระทันหันเสมอ

ผู้ใดที่แม้จะมีหูทิพย์ ตาทิพย์
ก็มิอาจบอกได้หรอกว่า

จะเกิดแผ่นดินไหว 
จะเกิดภูเขาไฟระเบิด
จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ
จะมีอุกกาบาตพุ่งชน
ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

เหตุผลเดียว คือ "ความลับของฟ้า"
จึงเป็นที่มาของความไม่รู้

ดังนั้น...
ท่านทั้งหลายเมื่อรู้ความจริงดั่งนี้แล้ว
ต่อไปก็จงอย่าได้เชื่อข่าวลือ
อย่าได้หวั่นไหวไปกับคำทำนายนั้นๆ
เพราะมันมิใช่หน้าที่ของพวกเขา
พวกเขาจะไม่มีวันแม่นยำได้หรอก

ความลับและความจริงของฟ้า
จะทรงสื่อผ่านมาทางเรา
ในรูปของข่าวสาร
ให้ได้เปิดเผยกัน
ตามกาลเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
เพราะมันเป็นหนึ่งในภารกิจของเรา
มิใช่ภารกิจของใครอื่น

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-4-2016