ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 5


จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม 
แบบที่ 1,2,3 และ 4 ไปแล้ว
เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 5 ให้ท่านรู้อีกว่า

*ถ้าคนใกล้ตัวของท่าน
ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม
ที่มีอาการป่วยทางประสาท
แม้ว่าเขาจะสามารถรับรู้
โลกแห่งความเป็นจริงได้ 
แต่ก็จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนอย่างมาก
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน 

โรคประสาทจะมีอาการตั้งแต่ซึมเศร้า 
ตื่นตระหนก และกังวลอย่างเฉียบพลัน 
ย้ำคิดย้ำทำ  หวาดกลัว (phobia) 
วิตกกังวล หวาดหวั่นไม่สมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
ใจสั่น อาจตัวร้อน ชาเป็นแถบ ๆ หายใจไม่อิ่ม 
เบื่ออาหาร มีเหงื่อออกตามมือและเท้า 
ก่อนหลับมีอาการสะดุ้งคล้ายตกเหว

เป็นคนเจ้าอารมณ์ หลงตัวเอง 
หวาดกลัวอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุ 
เช่น กลัวการอยู่ตามลำพัง 
กลัวสถานการณ์บางอย่าง 

เป็นคนย้ำคิดย้ำทำบางอย่าง 
ที่เกิดจากความวิตกกังวล 
โดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้

มีอาการซึมเศร้า 
ชนิดที่เป็นความแปรปรวน
อันเกิดจากความขัดแย้งภายในจิตใจ 
หรือเกิดจากการสูญเสียของรัก คนรัก 
ทำให้มีความรู้สึกเศร้าหมอง 
จนขาดความสนใจสิ่งใดๆ  

ซึมเศร้าชนิดท้อแท้ ใจ
จะมีอาการหมดแรง ไม่แจ่มใส 
นอนไม่หลับ

ซึมเศร้าชนิดบุคลิกวิปลาส 
จะรู้สึกสับสน 
ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร 

จะมีความวุ่นวายเกี่ยวกับร่างกาย
โดยย้ำคิดเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง
ทั้งๆที่ร่างกายยังปกติเหมือนคนทั่วไป
หรืออื่นๆ

การป่วยด้วยโรคประสาทเช่นที่ว่านี้
จะทำให้คนรอบข้างขลาดกลัว
จะทำให้คนรอบข้างรังเกียจ
จะทำให้คนรอบข้างเหยียดหยาม
จะทำให้คนรอบข้างไม่พอใจ

จะทำให้ตนเองทุกข์ทรมานจิตใจ
จะทำให้ตนเองด้อยสมรรถนะกว่าคนอื่น
จะทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีปมด้อย
จะทำให้ตนเองกุมสติไม่ได้
จะทำให้ตนเองใช้ปัญญาไม่ได้

คนที่มีอาการป่วยทางประสาทเหล่านี้
เป็นชะตากรรมอันเกิดจากเวรกรรม
ซึ่งจิตวิญญาณของคนผู้นั้นถือติดตัวมา
อันเป็นบทเรียนโลกที่สำคัญบทหนึ่ง
เพื่อเรียนรู้ที่จะมีสำนึกให้ถูกต้องให้ได้ว่า
ได้กระทำผิดบาปต่อตนเองมาอย่างไร

เราจะกล่าวความจริงให้รู้ว่า
จิตวิญญาณของท่านได้ขันอาสาพระบิดา
มาเกิดเป็นคนบนโลกเสรีนี้
หน้าที่แรกที่จักต้องกระทำต่อตนเอง
คือ ต้อง "คน" ตนเองให้เป็น "มนุษย์"
ด้วยกระบวนการของ "ขันธ์ 5"
ตามที่เราเคยสื่อสอนมาให้แล้ว

คำว่ามนุษย์แปลว่า "ผู้มีจิตใจสูง"
ผู้มีจิตใจสูงหมายถึงผู้ที่สามารถเข้าถึง
การสั่นสะเทือนทางจิตปัญญาด้านบวก
คือ รักได้ ให้เป็น ใช้ปัญญาของสมองได้
อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์
ที่จะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ
เพื่อปฏิบัติภารกิจทางจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็น "พันธะสัญญา 6" ให้สำเร็จได้

แน่นอนว่าถ้าท่านหรือใครก็ตาม
จะเข้าถึงการคนตนเองให้เป็นมนุษย์ได้
ก็จักต้องเป็นผู้ครอง "มหาสติ" 
และมีปณิธานแห่งนิพพานอย่างชัดเจน

มหาสติ คือ รู้สติ มีสติ และใช้สติ
ปณิธานแห่งนิพพาน คือ
การรักได้ ให้เป็น 
ไม่ก้าวล่วงใครแม้กระทั่งตนเอง

เราถามท่านทั้งหลายว่า
การทำตนเสเพลเหลวไหล
การทำตนขี้เมาหยำเป
การทำตนเป็นอันธพาลเกเรเมื่อดื่มจัด

มันเป็นการใช้ชีวิตที่ควรจะเป็นหรือไม่?
มันทำตนให้มีค่าพอที่จะเป็นมนุษย์ได้มั้ย?
มันจะบรรลุภารกิจทางจิตวิญญาณได้มั้ย?
มันทำให้เครื่องยนต์แห่งกรรมเสื่อมใช่มั้ย?
มันเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนอื่นๆไม่ได้ใช่มั้ย?

มันเป็นการทำลายสติ
ทั้งของตนเองและผู้อื่นใช่หรือไม่

มันปิดโอกาสการใช้สติปัญญา
ของตนเองใช่หรือไม่

มันมีแต่จะนำไปสู่การเป็นทาสกิเลสตัณหา
เพราะว่าจิตสำนึกตกต่ำจนไร้สำนึก
อันเป็นความล้มเหลวทางจิตวิญญาณ
ใช่หรือไม่

ความผิดบาปที่กระทำต่อจิตวิญญาณ
และต่อเครื่องยนต์แห่งกรรมตนเองเช่นนี้
ล้วนมาจากจิตใจที่อ่อนแอ
จนมีผลต่อกระบวนการทางประสาทสมอง
ที่เสื่อมสมรรถนะในการใช้งานในชีวิต

ดังนั้น
ท่านผู้ใดที่กระทำผิดบาปต่อตนเอง
ในแบบอย่างที่ไม่ดีดังกล่าวมานี้
จึงต้องถือบทเรียนทางจิตประสาท
ที่บกพร่อง ที่ไม่สมดุล ติดตัวมาด้วย

เพื่อให้มีสำนึกรู้คุณค่าในการเป็นมนุษย์
เพื่อให้มีสำนึกรู้คุณค่าของการมีมหาสติ
เพื่อให้มีสำนึกรู้คุณค่าของปัญญา
เพื่อให้มีสำนึกรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง

หากใครสามารถ
สำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในชะตากรรมอันไม่พึงประสงค์ในชาตินี้ได้
เวรกรรมที่เผชิญนี้จะเป็นโมฆะทันที
แต่...เมื่อจบสิ้นอายุขัยในชาตินี้เท่านั้น

มันจะสำนึกได้ง่ายมั้ยล่ะ
ถ้าตนมีอาการทางประสาท
จนต้องวุ่นวายอยู่กับความไม่สงบทางจิต
ในชีวิตประจำวันของตนอยู่อย่างนี้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-3-2016

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 4


จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม 
แบบที่ 1,2 และ 3 ไปแล้ว

เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 4 ให้ท่านรู้อีกว่า

คนที่เกิดมาในภพชาตินี้
ผู้มีเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ลักษณะ "ปากแหว่ง" หรือ "เพดานโหว่"
เป็นคุณสมบัติด้านลบติดตัวมาด้วย
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างนั้น

เป็นเวรกรรมที่เขาจักต้องรับผิดชอบ
ด้วยการสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง
จากการเรียนรู้ตลอดชีวิตในภพชาตินั้น

โดยเขาจักต้องสำนึกรู้ให้ได้ว่า
ที่ตนต้องประสบกับชะตากรรมเช่นว่านี้
เป็นเพราะก่อกรรมเวรอันใดไว้
เพื่อที่จะมีสำนึกต่อไปให้ได้อีกว่า
ในวันหน้าตนจะไม่ทำผิดบาปเช่นนั้นอีก

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ลักษณะปากแหว่ง-เพดานโหว่นั้น
เป็นลักษณะของผู้พิการทางปาก

ผู้พิการทางปากก็คือผู้ที่ปากพิการ
ผูที่ปากพิการก็คือผู้ที่ปากเสีย
ผู้ที่ปากเสียก็คือผู้ที่ใช้ปากไม่ถูกต้อง

ดังนั้น
ผู้ที่ปากเสียจึงต้องถูกส่งเข้ามาซ่อม
การซ่อมคือการสร้างจิตสำนึกใหม่
ในการใช้ปากให้ถูกต้อง

*กรณีของผู้ที่มาเกิดพร้อมปากแหว่งนั้น
ความมีสำนึกที่ถูกต้องของตัวท่านก็คือ
ท่านจักต้องยอมรับให้ได้ว่า

ในภพชาติที่ผ่านมานั้น
ตัวท่านได้ก่อกรรมเวรที่ผิดบาปไว้
ด้วยการชอบใช้ปาก
ยุยงส่งเสริมคนอื่นให้เขาผิดใจกัน 

ด้วยการใช้ปาก
ยุแยงตะแคงรั่วให้คนเขาแตกแยกกัน
เมื่อเข้ากลุ่มไหนก็มักจะวงแตกที่นั่น
จนกลายเป็นนิสัยที่เคยตัวไปในที่สุด

การที่ท่านต้องมาเรียนรู้บทเรียนโลก
ด้วยลักษณะอาการ "ปากแหว่ง" 
ก็เพื่อจะได้ใช้ความอายเป็นเงื่อนไข
กระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนจิตสำนึก

เพื่อให้ใช้ปัญญาแยกแยะให้ได้ว่า
ระหว่าง "ปากเสีย" กับ "ปากสวย"
อย่างไหนจะสร้างความมั่นใจให้ท่าน
ในการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นได้มากกว่า
ซึ่งผลลัพธ์แห่งการเรียนรู้นี้
มันจะช่วยให้ท่านเกิดสติทางวิญญาณ
ในการระวังปากระวังคำของท่านมากขึ้น
โดยจะไม่ใช้มันพูด
เพื่อทำร้ายทำลายใครๆอีกตลอดไป

*กรณีท่านที่มาเกิดพร้อม "เพดานโหว่" นั้น
ความมีสำนึกที่ถูกต้องของตัวท่านก็คือ
ท่านจักต้องยอมรับให้ได้ว่า

ในภพชาติที่ผ่านมานั้น
ตัวท่านได้ก่อกรรมเวรที่ผิดบาปไว้
ด้วยการชอบใช้ปากหรือคำพูด
ยุยงให้คนอื่นเขาทะเลาะกันอยู่เป็นประจำ
ทั้งที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ

เพราะเที่ยวยุยงให้คนอื่น
เขาทะเลาะเบาะแว้งกันนี่แหละ
จึงเป็นที่มาของเพดานโหว่

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ปากเป็นกลไกอายตนะภายนอกที่สำคัญ
ดั่งคำโบราณว่า "ปากเป็นเอก"

จักรวาลจึงมีเพียงวิธีเดียวที่จะช่วย
ให้มีการสร้างสำนึกใหม่ที่ถูกต้อง
ให้มองเห็นความสำคัญในการใช้ปากได้
ด้วยการย้อนกลับสู่การเกิดใหม่ในชาตินี้
เพื่อคืนสมดุลให้แก่จิตวิญญาณตนเอง
ให้ประสบผลสำเร็จในภพชาตินี้ให้จงได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
1-3-2016

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 3


จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม แบบที่ 1และ 2 ไปแล้ว

เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 3 ให้ท่านรู้อีกว่า

*ถ้าภพชาตินี้ชะตากรรมของท่าน
ต้องมีอาชีพเป็นคนรับใช้เขามาตลอด
โดยไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้
เพราะคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรที่ดีกว่า
หรือหมายใจว่าจะทำแต่เหมือนไร้โอกาส

*ถ้าภพชาตินี้ในหลายๆปีที่ผ่านมา
ชะตากรรมของท่านที่เผชิญอยู่ก็คือ

การที่ท่านต้องตกอยู่ในสภาพ
เสมือนเป็นทาสของใครบางคน
ที่ชอบใช้อำนาจเหนือนำท่าน
ด้วยการออกคำสั่งบงการท่านให้ทำ
ในสิ่งที่ท่านไม่เต็มใจที่จะทำอยู่เนืองๆ

ท่านมักจะถูกกดขี่ข่มเหงทำร้าย
ทั้งร่างกายและจิตใจของท่าน
ให้ต้องได้รับทุกข์ระทม 
ให้ได้รับความทรมาน หรืออับอาย
ในสภาวะจำเป็นต้องยอม
โดยที่ท่านไม่สามารถจะเป็นอิสระได้

ชะตากรรมทั้งสองลักษณะที่กล่าวนี้
ส่วนใหญ่แล้วผู้รับกรรมทั้งหลาย
จักต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ชั่วชีวิต

เพราะมันเป็น "เวรกรรม" 
อันเกิดจาก "กรรมเวร" ที่ท่านผู้นั้นก่อไว้
ในภพชาติอดีตที่ผ่านมา

ความผิดบาปที่จิตวิญญาณแก่นแท้
ของผู้ที่ต้องเผชิญชะตากรรมดังว่านี้
จักต้องเรียนรู้และมีสำนึกให้ได้
เพื่อทำให้ผลกรรมนี้เป็นโมฆะก็คือ

ท่านจักต้องรู้สำนึกให้ได้ว่า
การที่ท่านต้องมีอาชีพเป็นข้ารับใช้ชั่วชีวิตนี้
การที่ท่านต้องตกเป็นทาสของคนอื่น
การถูกคนอื่นกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบรังแก
มันล้วนเกิดจากความผิดบาปของท่านเอง
ในภพชาติอดีตที่ผ่านมา

ความผิดบาปที่ว่านี้ ก็คือ "เนรคุณ"
ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ

คำว่า "เนรคุณ" หมายถึง
การกระทำไม่ถูกต้องต่อผู้มีพระคุณ
ให้ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
เสียทรัพย์สินสิ่งของ
เสียเวลา เสียโอกาส เสียชื่อเสียง
เสียใจจนแม้กระทั่งเสียชีวิต

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ทรงเน้นย้ำเรื่องความกตัญญูกตเวที
ไว้เป็นลำดับต้นๆ
สำหรับคนที่จะเป็นมนุษย์

เพราะพระองค์ทรงแลเห็นว่า
พวกท่านที่เป็นส่วนใหญ่นั้น
เมื่อจิตวิญญาณได้รับโอกาส
ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ยังโลกเสรีนี้แล้ว
ต่างก็พากันลืมพระผู้ให้กำเนิด
จิตวิญญาณของตนจนหมดสิ้น

มิหนำซ้ำหลายคนยังใช้จิตตปัญญา
กระทำการก้าวล่วงจ้วงจาบพระบิดา
ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณต่อตนเอง
ในฐานะผู้ให้โอกาส
มาเกิดเป็นมนุษย์ยังโลกเสรีนี้อีกด้วย
อีกทั้งยังจดจำไม่ได้ด้วยว่า
ตนเคยให้พันธะสัญญา 6 ข้อต่อพระบิดา
กันว่าอย่างไรบ้าง....

นี่มิใช่เป็นการ "เนรคุณ" ต่อผู้ให้กำเนิด
จิตวิญญาณของตนเองดอกหรือ

เพื่อให้ลูกๆที่เป็นบุตรมนุษย์
ได้สั่นสะเทือนจิตสำนึกแห่งผู้กตัญญู
เอาไว้อย่างจริงจังในทุกภพชาติ
จะได้อนุรักษ์คุณสมบัติข้อสำคัญนี้ติดตัวไว้
ไม่ว่าจะต้องเวียนตายเวียนเกิดกันกี่ชาติ
จิตวิญญาณนั้นก็จะได้ไม่ลืมพระบิดา
และไม่กระทำเนรคุณต่อพระองค์กันง่ายนัก

นี่ขนาดพระองค์ทรงเน้นเรื่องกตัญญูมาก
แต่มิวายบุตรมนุษย์ทั้งหลาย
ผู้กระทำตนเนรคุณต่อผู้มีพระคุณของตน
ก็ยังมีให้เห็นอยู่ในสังคมโลกกันอย่างดาดดื่น

ในปลายยุคพลังงานเก่านี้
ยังจะมีบุตรมนุษย์ของพระองค์สักกี่คนกัน
ที่ยังมีสำนึกรักพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ที่ยังปฏิบัติงานตามที่ขันอาสาพระองค์มา
ที่ยังคงรักษาพันธะสัญญา 6 ไว้ได้อย่างมั่นคง

เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านว่า
ถ้าท่านปรารถนาการหลุดพ้น
ชะตากรรมของท่าน
ในชาติสุดท้ายสำหรับกรณีนี้
ก็เป็นอีกหนึ่งสำนึกที่ท่านจักต้องมี

เรา...ทราบดีอยู่แล้วว่า
การจะให้ท่านทั้งหลายนั้น
มีสำนึกในผิดบาปที่เนรคุณต่อพ่อแม่
ครูอาจารย์และผู้มีพระคุณกันได้เอง
มันมิใช่เรื่องง่ายดายเลย
หากสนามแม่เหล็กโลก
ยังมีแนวโน้มวิปริตแปรปรวนมากขึ้น

เพียงแค่เมื่อได้มาเกิดในชาตินี้แล้ว
ท่านต้องเผชิญกับการมีชีวิตลำเค็ญ
เพราะมักตกเป็นทาสของผู้อื่นอยู่เสมอ

เพียงแค่เมื่อได้มาเกิดในชาตินี้แล้ว
ชะตากรรมของท่านก็คือ
การตกเป็นข้ารับใช้ผู้อื่นอยู่เนืองๆ
จนมีแนวโน้มว่า....ตัวท่านนั้น
น่าจะตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ไปตลอดชีวิต

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
1-3-2016