สนทนากับพระเจ้า (20) 4/01/2019

 #สนทนากับพระเจ้า (20)

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 

เมื่อเราเห็นปีศาจ

อันหมายถึงจิตวิญญาณที่ชั่วร้าย

ที่ชอบหลอกกินของเซ่นไหว้ของมนุษย์

 

เราเห็นสัตว์ร้าย

อันหมายถึงพวกมอดใต้บาดาลโลก

 

เราเห็นประกาศกเทียม

อันหมายถึง

พวกที่อ้างตัวเป็นนักบวชผู้สอนศาสนา

พวกที่พระบิดามิได้ทรงแต่งตั้ง

ซึ่งเป็นพวกที่บิดเบือนพระโอวาท

 

พวกเขาทั้งหมดเหล่านี้ถูกช่างเท็คนิก

จับโยนลงไปในทะเลไฟและกำมะถัน

ให้ต้องทุกข์ทรมานทั้งกลางวันกลางคืน

ตลอดกาลนิรันดร์แล้ว

 

เรายังเห็นพระบัลลังก์ใหญ่สีขาว

ซึ่งองค์จิตจักรวาล

ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ทรงประทับอยู่บนนั้นด้วย

 

ขณะเดียวกัน

เรายังได้เห็นอีกด้วยว่า

ท้องฟ้าและแผ่นดินโลกได้สูญหายไป

ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์

 

แล้วเราก็เห็นประดาผู้ตาย

ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย

ที่จบชีวิตลงด้วยมหันตภัยพิบัติ

ในปฏิบัติการชำระโลก ครั้งที่สี่นี้

มายืนอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์พระบิดา

 

เราเห็น "ม้วนหนังสือแห่งชีวิต"

หลายม้วนถูกคลี่ออกด้วย

ประดาผู้ตายคือพวกเขาเหล่านี้ทุกคน

จะถูกพิพากษาตามข้อความที่บันทึกไว้

ในม้วนหนังสือแห่งชีวิต

ตามกรรมที่พวกเขาเป็นผู้ก่อกระทำไว้

 

ส่วนผู้ที่ไม่มีชื่อบันทึกอยู่

ในม้วนหนังสือแห่งชีวิต

ซึ่งมิใช่ผู้ได้รับโอกาสให้มาเกิดเป็นมนุษย์

บนดาวโลกเสรีนี้ตั้งแต่แรก

แต่เป็นผู้บุกรุกเข้ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

จิตวิญญาณของสัตว์มอดพวกนี้

จะถูกโยนลงไปในทะเลไฟ

ให้ต้องตายอีกเป็นครั้งที่สอง

 

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะขอกล่าวความจริงต่อท่านอีกว่า

 

เราได้เห็นฟ้าใหม่แผ่นดินใหม่

เพราะฟ้าเดิมและแผ่นดินเดิมสูญหายไป

ไม่มีทะเลอีกต่อไป

 

เราเห็นนครศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่

ลอยละล่องลงมาจากสวรรค์

ลอยลงมาจากพระเจ้า

 

เตรียมพร้อมเหมือนกับเจ้าสาว

ที่แต่งตัวรอเจ้าบ่าว

 

เราได้ยินพระสุรเสียงดัง

จากพระบัลลังก์ความว่า....

 

"นี่คือที่พำนักของพระเจ้าในหมู่มนุษย์

พระองค์จะทรงพำนักอยู่ในหมู่ชน

ชนทั้งหลายบนโลกเสรีที่ทรงคัดไว้

โดยพวกเขาทั้งหลายนี่แหละ

จะเป็นประชากรของพระองค์

พระองค์ก็จะทรงเป็น #พระเจ้า ของเขา"

 

พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยาดหยด

จากนัยน์ตาของพวกเขาให้แห้งหาย

 

จะไม่มีความตายอีกต่อไป

จะไม่มีการร่ำไห้คร่ำครวญอีกต่อไป

จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป

เพราะโลกเดิมคือยุคพลังงานเก่านั้น

ได้ผ่านพ้นสู่โลกยุคพลังงานใหม่แล้ว

 

พระบิดาที่ประทับอยู่บนพระบัลลังก์ใหญ่

ได้ทรงกล่าวว่า

 

"ดูสิ...เราสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใหม่

จงจดจำกันไว้ด้วยว่า

ถ้อยคำเหล่านี้สัตย์จริงและเชื่อถือได้"

 

แล้วพระองค์ยังทรงตรัสต่อเราด้วยว่า

 

"สำเร็จแล้ว...

เราคืออัลฟ่าและโอเมก้า

เราเป็นผู้เริ่มต้นและสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง"

เราเป็นปฐมเหตุและอวสาน

ผู้ใดกระหายเราจะให้ผู้นั้นดื่ม

จากธารน้ำแห่งชีวิตโดยไม่คิดราคา

 

ผู้ใดมีชัยชนะ

จะได้รับสิ่งเหล่านี้เป็นมรดก

และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา

เขาก็จะเป็นบุตรของเรา

 

ส่วนคนขลาด

คนไม่มีความเชื่อ

คนที่ประพฤติเสื่อมทราม

คนที่เป็นฆาตกร

คนที่ล่วงประเวณี

คนที่ใช้เวทย์มนต์คาถา

คนที่กราบไหว้บูชารูปเคารพ

และคนที่พูดเท็จทั้งหลาย

 

ประดาคนบาปทั้งหมดเหล่านี้

จักถูกโยนลงทะเลที่ลุกเป็นไฟ

ซึ่งมีกำมะถันเป็นเชื้อเพลิง

นี่คือความตายครั้งที่สองของพวกเขา

 

จากนั้นช่างเท็คนิกองค์หนึ่งในเจ็ดองค์

ซึ่งเป็นฑูตสวรรค์ของพระเจ้า

ผู้ถือขันเจ็ดใบบรรจุภัยพิบัติสุดท้ายมา

ได้กล่าวต่อเราว่า

 

"มาสิ...

ข้าพเจ้าจะให้ดูสตรี

ที่เป็นเจ้าสาวของลูกแกะ"

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

04-01-2019




ตอบคำถาม:ทำไมน้ำเปลี่ยนสี 3/01/2019

 ตอบคำถาม:

Suparp Charunrochana Na Ayudhya

Question:

ทำไมน้ำเปลี่ยนสีคะ?

 

Answer:

1. ถ้าคิดวิเคราะห์แบบนักวิทยาศาสตร์

เขาก็จะพยายามค้นคว้าหาคำตอบกันว่า

แหล่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงเพราะอะไร

เมื่อเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามแบบนี้

วิธีการจะเข้าถึงคำตอบได้

จึงต้องมุ่งไปที่ #การวิเคราะห์ แยกแยะ

เพื่อให้ได้รู้ที่มาที่ไปของแหล่งน้ำสีแดงว่า

 

น้ำเปลี่ยนสีเพราะอะไร?

ทำไมน้ำจึงเปลี่ยนสี?

 

2. แต่ถ้าคิดแบบ #จิตจักรวาล แล้ว

พวกเราก็จะมองว่า

การที่แหล่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีโลหิตนั้น

มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ

เพราะไม่มีแหล่งน้ำใดในธรรมชาติ

ที่มีคุณสมบัติเป็นสีแดงดั่งโลหิตให้พบเห็น

จนแม้กระทั่ง Red Sea ก็ใช่ว่าจะสีแดง

 

ดังนั้น

เมื่อเป็นเรื่องผิดปกติหรือผิดธรรมชาติ

พวกเราจึงมองต่อไปอีกว่า

มันจักต้องมีนัยอะไรบางอย่างที่เป็น "รหัส"

ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติที่ผิดพิรุธ

ให้มนุษย์ผู้พบเห็นได้ "ฉุกคิด" กันแน่ๆ

พวกเราจึงพยายามที่จะคิดรู้ให้ได้ว่า

นัยแห่งรหัสที่ว่านั้นมันคืออะไรกันแน่

 

ด้วยเหตุนี้เอง

การพยายามจะหาคำตอบให้รู้ว่า

เบื้องหลังของน้ำสีโลหิตนั้น คือ อะไร

จึงต้องใช้วิธีคิดอีกแบบหนึ่งซึ่งมิใช่วิเคราะห์

แต่เป็นวิธีการ "สังเคราะห์" ความจริงออกมา

จากปรากฏการณ์ไม่ปกติที่เห็นนั้น

โดยใช้สมองซีกขวานำซีกซ้าย

ด้วยการใช้ปัญญาญาณแทนสติปัญญา

เพื่อเข้าถึงคำตอบที่การคิดแบบจิตมนุษย์

ด้วยวิธีวิเคราะห์ไม่สามารถเข้าถึงได้

 

3. เราจึงพิจารณาต่อไปอีกว่า

ถ้าธรรมชาติ คือ ธรรมะ

ถ้าธรรมะ คือ ความจริง

 

ดังนั้น

การกำหนดให้แหล่งน้ำใช้รหัสสีโลหิต

จึงแปลว่า ธรรมชาติที่เห็นว่าผิดธรรมชาตินี้

มันก็คือ "ความจริง" อันควรใส่ใจว่า

ในความเป็นพิรุธนั้นมันส่งสัญญาณอะไร

 

เราจึงมุ่งที่จะถอดความหมายของ "สีแดง"

แทนที่จะหา "ที่มา" ของสีแดง

ในที่สุดเราก็พอจะค้นพบความจริงได้ว่า

สีโลหิตหมายถึงการหลั่งเลือดหรือเสียชีวิต

ซึ่งมันจะต้องมิใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

 

4. เราจึงพิจารณาต่อไปอีกว่า

มนุษย์ตรงพิกัดปาปัวนิวกินีนั้น

พวกเขาส่วนใหญ่ยอมรับนับถือพระเจ้า

ยอมรับองค์เยซูคริสต์เจ้าเป็นสิ่งเคารพสูงสุด

 

ดังนั้น

ถ้าพวกเขาจะเกิดเรื่องร้ายแรงปานนั้นจริง

แสดงว่าการที่ "น้ำเปลี่ยนเป็นสีโลหิต" ได้

จักต้องเกิดจากพระประสงค์ของพระเจ้า

ทรงเตือนภัยร้ายต่อบุตรมนุษย์ของพระองค์

ให้ได้ฉุกคิดป้องกันไว้ล่วงหน้าเป็นแน่แท้

 

ซึ่งพวกเราเชื่ออยู่ว่า "พระเจ้า" มีจริง

ด้วยข้อพิสูจน์ล่าสุดชิ้นหนึ่งในหลายๆชิ้น

ที่มีหลักฐานชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าขณะนี้

พระองค์ทรงเปลี่ยนทะเลทรายซาอุฯ

ให้กลายเป็นทะเลสาปที่เต็มไปด้วยน้ำ

เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี

เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นทุ่งดอกลาเวนเดอร์

ทรงเปลี่ยนไปตามพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้

นานนับพันปีมาแล้วได้จริงๆด้วย

 

เรื่องการเปลี่ยนแปลงสีน้ำมาเป็นสีโลหิต

จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับพระองค์

โดยจะทรงทำอย่างไรก็ได้

เพื่อให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงตามพระประสงค์

ซึ่งอาจจะทรงใช้แร่ธาตุบางอย่าง

หรืออาจจะใช้สาหร่ายสีแดงในแหล่งน้ำนั้น

ก็สุดแท้แต่ความเหมาะสมทางธรรมชาติ

หรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

ในย่านนั้นเป็นสำคัญนั่นแหละ

 

5. ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้

ก็เพื่อแสดงให้ท่านทั้งหลายได้รู้ว่า

แผนที่การคิดของชาวจิตจักรวาลนั้น

มีความเป็นมาใน 4 ข้อเป็นลำดับตามที่กล่าว

โดยที่พวกเราไม่ต้องไปใส่ใจว่า

น้ำเปลี่ยนเป็นสีโลหิตได้อย่างไร

มันไม่มีประโยชน์อะไรในการเรียนรู้นั้นเลย

 

แต่พวกเราจะมา

ใส่ใจกันตรงประเด็นที่ว่าถ้าพระเจ้า

ทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นสีโลหิตจริง

แล้วพระองค์ทรงทำเช่นนั้นทำไม

ลางบอกเหตุที่ผิดธรรมชาติแบบนี้

มันสื่อความหมายว่าอะไร

ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ชาวจิตจักรวาล

ให้ความสำคัญและใส่ใจกันมากกว่า

 

6. เพราะแหล่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีแดง

นักวิทยาศาสตร์โลกเห็นแล้ว

ก็จะตั้งคำถามตัวเอง

เพื่อค้นหา "สาเหตุ" ว่าเกิดจากอะไร

 

แต่นักจิตจักรวาลวิทยา

พอแลเห็นแหล่งน้ำ

ที่ปาปัวนิวกินี อินโดนีเซีย

เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้า

พวกเราก็จะตั้งคำถามตัวเองทันที

เพื่อค้นหาคำตอบให้ได้ว่า

"ความหมาย" ของสีแดงคืออะไร?

 

ท่านจึงจะเห็นได้ว่า

ถ้าตั้งคำถามต่างกัน

ความคิด ความรู้ ความจริง

ที่ได้ผลออกมาเป็นคำตอบ

มันก็จะต่างกัน

 

เราจึงเตือนพี่ๆน้องๆเสมอมาว่า

จงอย่าใช้แต่สมองซีกซ้าย

เพื่อการคิดแบบจิตมนุษย์

เพราะการคิดวิเคราะห์หาสาเหตุ

กับการคิดสังเคราะห์หาความหมาย

มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

7. ยิ่งคิดแบบจิตจักรวาลแล้วก็ยังพบอีกว่า

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอายุเป็นพันปี

ได้บันทึกเรื่องพระบิดาพิพากษาโลกไว้ว่า

ฑูตสวรรค์จะเทขันลงมาในแหล่งน้ำ

เพื่อทำให้นำ้เปลี่ยนเป็นสีโลหิตอีกด้วย

 

หากพิสูจน์ได้ว่าน้ำที่เปลี่ยนเป็นสีแดงนี้

มิใช่เกิดจากฝีมือมนุษย์ที่หลอกลวงแล้ว

แม้จะเกิดจากธรรมชาติแบบใดแบบหนึ่ง

แต่นั่นคือรหัสสัญญาณเตือนภัยจากฟ้า

ที่ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" โดยเด็ดขาด

 

ท่านทั้งหลายสามารถหาอ่าน

เรื่องฑูตสวรรค์เทขันลงมายังแหล่งน้ำ

แล้วทำให้น้ำเปลี่ยนเป็นสีโลหิตได้

จากห้องเรียนนี้

ในหมวด "#สนทนากับพระเจ้า"

ซึ่งขณะนี้เราได้สื่อพระโอวาทจากพระองค์

แล้วเผยแพร่ไว้ในห้องเรียนนี้

รวมทั้งสิ้น18 ตอนแล้ว

และยังคงมีต่อไปอีก

 

เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

03-01-2019