ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 8


จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม 
แบบที่ 1,2,3,4,5,6 และ 7 ไปแล้ว

เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 8 
ให้ท่านรู้อีกว่า....

*ผู้ที่ในชาตินี้...........
เกิดมาแล้วต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนอื่น
ถูกคนอื่นเขาบงการด้วยการใช้อำนาจเหนือ
โดยต้องตกอยู่ในสภาวะจำยอม
เช่น ถูกกักขังบังคับใช้แรงงานทาส

บางท่านทั้งชีวิตที่ผ่านมา
ต้องผจญกับความทุกข์ยากด้านปากท้อง

ต้องต่อสู้ดิ้นรน
หาเช้ากินค่ำอย่างยากลำบาก

ทำงานแทบตายแต่กลับมีรายได้น้อย
เพราะถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเสมอ
แม้จะเปลี่ยนนาย หรือว่าย้ายงานใหม่ 
ก็จะพบว่านายจ้างของท่านทุกคนน่ะ
ล้วนเป็นเหมือนกันแทบทั้งหมด

นั่นคือ ท่านจะถูกเอาเปรียบ ถูกโกง 
บ้างก็ถูกกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบ
บ้างก็ถูกข่มเหงให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส

*นอกจากนั้น
หากตัวท่านที่เกิดมาชาตินี้โชคดีมีบุญ
ไม่ยากจนให้ต้องขายแรงงานทาส
ไม่ยากจนถึงขนาดต้องหาเช้ากินค่ำ
แต่กลับมีปัญหาชีวิตจากการถูกคดโกง

ถูกโกงเพราะใจดีให้เพื่อนยืม
ตอนขอยืมก็พูดดีว่าหยั่งงั้นว่าหยั่งงี้
พอได้เงินไปแล้วถึงกำหนดที่ต้องคืน
ก็กลับทำเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้
ทำเหมือนว่าจำไม่ได้
พอถูกทวงถามก็ทำบ่ายเบี่ยงไปเรื่อย

ช่วยเหลือใครให้ยืมเงินทีไร
เป็นถูกชักดาบเบี้ยวหนี้ทุกทีไป
ไม่สามารถติดตามเอาหนี้คืนมาได้
เสียเป็นส่วนใหญ่

ชะตากรรมแบบนี้
หากจะสอบให้ผ่านบทเรียนโลกแล้ว
ท่านที่กำลังเคี่ยวกรรมกันอยู่
จักต้องมีสำนึกให้ได้ว่า

ในอดีตชาติที่ผ่านมานั้น
ท่านมีนิสัยชักดาบเบี้ยวหนี้คนอื่นเขามา
เงินที่ท่านเบี้ยวเขามา
จากการเป็นหนี้แล้วไม่ใช้คืนนั้น
เป็นเงินทองที่เขาหามาได้
ด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเขาล้วนๆ

ดังนั้น
เมื่อท่านชักดาบเบี้ยวหนี้ใคร
จึงไม่ต่างจากการที่ท่าน
กินหยาดเหงื่อแรงกายของเขานั่นเอง
ตามเงื่อนไขกฎแห่งกรรม
ท่านจึงต้องมาเกิดใหม่
เพื่อชดใช้หนี้เหงื่อหนี้แรงกายให้เขาไป

แน่นอนว่า...
บทเรียนกรรมนี้จะยุติกรรมได้
ท่านจักต้องมีสำนึกให้ถูกต้องว่า
ท่านทำผิดบาปอะไรมา

นั่นคือ "โกงเขามา" 
ชักดาบเขามา
กินแรงงานของเขามา
แบบว่า...ยืมอะไรเขามา
ก็ต้องหยิบยื่นสิ่งนั้นคืนให้เขากลับไปนั่นล่ะ

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ยังมีผู้ที่เคยเกิดเป็นมนุษย์ในชาติที่แล้ว
ที่ชอบกระทำผิดบาปด้วยการ
ชักดาบหนี้สินผู้อื่นอยู่เป็นอาจิณ
จนผู้ถูกโกงถูกเบี้ยวหนี้สินต่างโกรธแค้น
เป็นนักหนานั้น

จิตวิญญาณของคนขี้โกงเหล่านี้
จึงต้องมาเกิดภพชาติใหม่ในชาติปัจจุบัน
ด้วยการตกชั้นไปเกิดเป็น "วัว-ควาย"
ทนให้เขาใช้งานดั่งทาสทั้งวันคืน

ต้องทนไถนาท่ามกลางเปลวแดดร้อน
ต้องทนหนาวกายอยู่ท่ามกลางห่าฝน
ต้องทนเหนื่อยหนักกับการลากเกวียน

ทั้งยังต้องทุกข์ทนจากทากปลิงริ้นไร
ที่รุมขบกัดดูดกินเลือดทั้งวี่วัน
สำคัญคือ...ไม่มีมือที่จะตบตี
ไม่มีวิธีที่จะหลีกหนีให้พ้น
เลยต้องทนให้มันกัดดูดกินเลือด
จนกว่าพวกมันจะอิ่มหมีพีมัน
แล้วพากันบินจากไปเอง

การโกงกินหยาดเหงื่อแรงกาย
อันหมายถึงเลือดเนื้อของผู้อื่นนั้น
เวรกรรมมันสนองกันแบบนี้เอง

เกิดเป็นคนยังพอมีจิตปัญญาสำนึกได้
แล้วนี่ตกชั้นไปเป็นวัวเป็นควาย
จะทำอย่างไรกันดีล่ะนี่.....

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-3-2016

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 7



จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม 
แบบที่ 1,2,3,4,5 และ 6 ไปแล้ว

เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 7 
ให้ท่านรู้อีกว่า....

ในประดาสัตว์ต่างๆที่มนุษย์เช่นพวกท่าน
นำมาเพาะเลี้ยงนำมาขุนให้เติบโต
เมื่อโตได้ที่แล้วก็นำไปขายไปฆ่า
ฆ่าเพื่อนำเอาเลือดเนื้อมาปรุงเป็นอาหาร
เวลาทานท่านก็จะเคี้ยวกันอย่างเมามันนั้น

ท่านจะต้องรู้ความจริงเอาไว้ด้วยว่า
จิตวิญญาณของสัตว์เหล่านั้น
มีอยู่จำนวนหนึ่งคือผู้ที่ตกชั้นลงไป
จากการเป็นมนุษย์

ดังนั้น
เลือดเนื้อของสัตว์บางตัว
ที่ท่านรับประทานกันอย่างอร่อยลิ้น
เคี้ยวกินกันอย่างเมามันนั้น
บางทีอาจเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรม
ของผู้ที่เคยเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ได้

สัตว์ที่มนุษย์นิยมเลี้ยงไว้เป็นอาหาร
จำพวกสัตว์บก เช่น 
สุกร เป็ด ไก่ ห่าน วัว ควาย
นกพิราบ แพะ แกะ เต่า เป็นต้น

จำพวกสัตว์น้ำ เช่น ตะพาบน้ำ
จระเข้ ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ
รวมทั้ง กุ้ง หอย และปู เป็นต้น

สัตว์เลี้ยงไว้ฆ่าเป็นอาหารเหล่านี้
ผู้เลี้ยงจะจัดระบบการเลี้ยงดูอย่างดี
สิ่งแวดล้อมที่เพาะเลี้ยงดูแล
ก็จัดระบบระเบียบเอาไว้อย่างดี
อาหารที่เลี้ยงดูก็จัดให้กินอย่างดี
ครบสูตร ครบหมู่ ครบเวลา
ชนิดที่ไม่อาจหาข้อบกพร่องได้เลย

สัตว์เหล่านี้จึงมักถูกเลี้ยงถูกขุนเป็นอย่างดี
พวกมันดูเหมือนจะมีความสุขมาก
ได้กินอิ่ม ได้นอนหลับสบาย
บางชนิดถึงขนาดได้นอนเล้าแอร์อีกด้วย

น่าสงสารประดาสัตว์เลี้ยง
เพื่อฆ่าเป็นอาหารบ้างมั้ย
พวกมันเหมือนถูกหลอกลวง
หรือเหมือนถูก"ต้มตุ๋น" ใช่หรือไม่?

โดยพอเริ่มแรกๆก็ทำดีให้ตายใจ
ต่อเมื่อนานวันผ่านไป 
เลี้ยงดูจนเติบโตได้ขนาดแล้ว
ก็จะถูกจับตัวเอาไปฆ่าไปขาย

โปรดสังเกตเถิดว่า...สัตว์เลี้ยงเหล่านี้
ล้วนถูกกินเลือดกินเนื้อในบั้นปลาย
โดยไม่รู้ตัวมาก่อนทั้งสิ้น

เราจึงจะกล่าวความจริง
ต่อท่านทั้งหลายไว้ตรงนี้ว่า

จิตวิญญาณของสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อฆ่า
ให้คนทั่วไปเขากินเลือดกินเนื้อกันนี้
ส่วนใหญ่จะเป็นจิตวิญญาณมนุษย์
ที่ได้ก่อกรรมเวรเอาไว้ในชาติที่ผ่านมา

กรรมเวรที่พวกเขาก่อไว้
จนต้องได้รับบทเรียนโลกบทที่ 7 นี้
ก็เพื่อสร้างสำนึกใหม่ให้ถูกต้อง
หากสำนึกในผิดบาปของตนได้
ผลกรรมด้านลบที่ถือติดตัวต่ำชั้นมา
ก็จะยุติกรรมนั้นได้ทันที

ความผิดบาปของมนุษย์ที่ต้องตกชั้น
ลงมาเกิดเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อถูกฆ่า
แล้วเอาเลือดเนื้อมากินเป็นอาหาร
ก็เพราะเหตุว่า...

ครั้งที่ได้รับโอกาส
ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ในชาติที่ผ่านมา
พวกเขามีอาชีพต้มตุ๋นหลอกลวงผู้อื่น
ให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง
ให้ต้องสูญเสียผลประโยชน์
ให้ต้องสูญเสียเกียรติชื่อเสียง

วิธีการของเขาก็คือ "ตีสนิท"
ทำดีทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นตายใจ
พอเห็นว่าเขาตายใจแล้ว
ก็จะฉวยโอกาสฉ้อฉลคดโกงทันที

ยังผลให้ผู้ที่ถูกต้มตุ๋นหลอกลวง
ต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก
จนเสียสมดุลทางจิตใจอย่างรุนแรง
บางคนถึงขนาดล่มจมเหมือนตายทั้งเป็น
บางคนที่ถูกลวงต้องฆ่าตัวตาย
เพราะอับอายและเสียใจรุนแรงก็มี

การต้มตุ๋นผู้อื่นจึงเป็นความผิดบาป
ที่ต้องการความมีสำนึกเป็นเครื่องมือ
เพื่อการชำระกรรมเวรของตนให้สิ้น

แต่ทว่า...มันยากอีกแล้วใช่มั้ย
ที่จะให้สำนึกได้เอง
จากชะตากรรมที่ตนกำลังเผชิญ
เพราะสัตว์มีแต่สัญชาตญาณให้ใช้
มิได้มีจิตสามนึกแบบมนุษย์
แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะนี่

เรามาช่วยไถ่บาปให้แล้ว
แต่จิตสามนึกที่ต้องใช้ต้องเป็นของท่าน
อนิจจา....อนิจจัง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
3-3-2016

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม: 6



จิตจักรวาลอ่านกรรม
*********************
เราได้กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องกฎแห่งกรรม 
แบบที่ 1,2,3,4 และ 5 ไปแล้ว

เรายังมีความรู้เรื่อง "เวรกรรม"
อันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน
ในการสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ในผลกรรมแบบที่ 6 
ให้ท่านรู้อีกว่า.......

*ถ้าในชีวิตของท่านที่ผ่านมา
ต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบหนึ่ง
ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำซากจำเจจนผิดปกติ
จากการประสบ "อุบัติเหตุ" บ่อยๆ

ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านนอกบ้าน
ไม่ว่าจะเดินทางเคลื่อนที่
ไม่ว่าจะหยิบฉวยทำอะไร
ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนอยู่เฉยๆ
อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับท่านได้เสมอ

ท่านจะต้องรู้ว่า
สิ่งที่เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับท่านนั้น
มันมักเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า
โดยที่ท่านไม่อาจรู้ตัวล่วงหน้าได้ว่า
มันจะเกิดขึ้นตอนไหนเมื่อไหร่

เพียงแค่ท่านเผลอเรอหรือประมาท
อุบัติเหตุจากการผิดพลาดก็เกิดได้แล้ว
หนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป
ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา
ถ้าท่านไม่เจ็บเนื้อเจ็บตัวก็ต้องเจ็บใจ
ถ้าท่านไม่เสียเวลาหรือเสียเงินเสียทอง
ท่านก็จะต้องเสียใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

ชะตากรรมในลักษณะที่ว่ามานี้
มันล้วนเป็นเวรกรรมที่ท่านจักต้อง
ทำให้มันเป็นโมฆะกรรมให้ได้ในชาตินี้
ด้วยการมีสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณว่า
ในชาติอดีตนั้นท่านได้ทำผิดบาปอะไรมา

เราจึงจะกล่าวความจริง
ต่อท่านทั้งหลายว่า....

เวรกรรมจากการประสบอุบัติเหตุบ่อยๆนี้
ความมีสำนึกที่ถูกต้องของท่านก็คือ
ท่านต้องตอบคำถามตนเองให้ได้ว่า

ทำไมตัวท่านจึงต้องเผชิญกับสิ่งเลวร้าย
ซึ่งท่านไม่พึงประสงค์บ่อยๆจนผิดปกติ

ทำไมท่านจึงต้องเผชิญกับเหตุการณ์
ที่ชวนตื่นเต้น หวาดเสียว ตกใจ น่ากลัว
ในรูปแบบต่างๆที่คาดไม่ถึง
ทั้งโดยเหตุจากตัวท่านเอง
และเหตุจากคนอื่นที่ท่านไม่คุ้นเคย

คำตอบเดียวในหลายคำถามเหล่านั้น
ที่ท่านจักต้องมีให้กับตนเอง
พร้อมกับยอมรับมันอย่างสิ้นสงสัย
โดยคำตอบเดียวที่ว่านั้นก็คือ

เพราะในชาติที่ผ่านมา
ท่านเป็นผู้มีพฤตินิสัยบกพร่องข้อหนึ่ง
นั่นคือ "ชอบหาเรื่องด่า" คนอื่น

มีใครทำอะไรกระทบกระทั่งนิดหน่อย
มีใครทำอะไรผิดหูผิดตาท่าน
ท่านเป็นต้องหยิบเอามาสร้างเงื่อนไข
หาเรื่องนินทาด่าว่าเขาอยู่ร่ำไป

โดยไม่สนใจว่า "เขาคนนั้น" เป็นใคร
โดยไม่สนใจว่า "ข้อเท็จจริง" เป็นอย่างไร
โดยไม่สนใจว่าเขาคนนั้น "เจตนา" หรือไม่

การที่คนเหล่านั้นมิได้มีเจตนาร้าย
หรือตั้งใจที่จะทำไม่ดีกับท่าน
แต่ตัวท่านเป็นฝ่ายคิดลบไปเอง
เพราะอคติกับเขาจึงคิดมากเกินไป
เพราะระแวงเขาจึงคิดว่าเขาเป็นลบ

ดังนั้น
การที่ท่านมีนิสัยชอบด่าว่าคนอื่น
โดยที่เขา "คาดไม่ถึง" ว่าจะถูกท่านด่า
โดยที่เขานึกไม่ถึงว่า
เขาเป็นผู้สร้างเหตุอันใดให้ท่านด่า

ด้วยเหตุอันคาดไม่ถึงซึ่งเกิดจากท่านนี้
ยังผลให้ผู้อื่นต้องตื่นตกใจ หวาดกลัว
หวั่นไหว จิตใจไม่สงบ อยู่ไม่เป็นสุข
เป็นทุกข์ยาว เศร้าเสียใจนาน

อาการทางจิตที่เสียสมดุลเพราะท่าน
ดังที่วิสัชนามาทั้งหลายเหล่านี้
มันจึงต้องย้อนกลับมาเป็นบทเรียนโลก
ในรูปของการประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
ในแบบของการตื่นตกใจกลัวที่คาดไม่ถึง
ซึ่งท่านจักต้องเผชิญกับมัน
เพื่อเรียนรู้บ้างว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร

โดยที่ท่านจะโง่งมอยู่กับคำกล่าวที่ว่า
ท่านจะ "ไม่อะไรกับอะไร" 
ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของท่านนั้นไม่ได้

เพราะท่านจะไม่มีวันเข้าถึง
การมีสำนึกที่ถูกต้องจากบทเรียนกรรมนี้
เพื่อที่จะชำระกรรมเวรที่ท่านก่อขึ้นไว้
ให้มันเป็นโมฆะเสียในชาตินี้ได้เลย
ก็เพราะท่านมัวแต่เพ้อเจ้ออยู่
กับการเล่นสำนวนชวนหัวว่า 
"จะไม่อะไรกับอะไร" อยู่นี่แหละท่าน....

**นอกจากนั้น....
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านอีกว่า
ยังมีกรรมเวรอยู่อีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นทำนองผิดบาปคล้ายๆกัน
แต่จะเผชิญกับชะตากรรมที่แตกต่าง

ถ้าตัวท่านเป็นผู้หนึ่งที่
ไม่ค่อยจะถูกโฉลกกับสัตว์ประจำโลก
โดยมักถูกพวกเขากัดทำร้ายอยู่เนืองๆ
ไม่ว่าจะทำร้ายท่านแบบซึ่งหน้า
หรือว่าลอบทำร้ายท่านในทีเผลอ

ไม่ว่าสัตว์นั้นจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ
แค่สร้างความรำคาญให้ท่าน
ในลักษณะคันๆเกาๆแสบๆมันๆ
ที่ท่านต้องเกาจนถลอกเลือดออกซิบๆ

หรืออาจเป็นสัตว์เล็กแต่มีพิษ
จนทำให้ชีวิตท่านต้องวุ่นวาย

หรือเป็นสัตว์ใหญ่เช่น แมว หมา
ไปจนถึงสัตว์อื่นที่ตัวใหญ่กว่า
ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าสาระพัดสัตว์
ดูเหมือนว่าไม่มีหน้าขนตัวไหน
จะเป็นที่ไว้วางใจของท่านได้เลย
เผลอเมื่อไหร่จะโดนสัตว์ทำร้ายเมื่อนั้น

หากชะตากรรมท่านเป็นเช่นนี้
แสดงว่าสำนึกในผิดบาปที่ท่านต้องรู้
ก็คือต้องตอบตนเองให้ได้ว่า
ท่านทำผิดบาปอะไรมาจากชาติก่อน

เมื่อเรียนรู้แล้วต้องยอมรับความจริงนั้น
อย่างไม่ลังเลสงสัย
แล้วตลอดไปจะต้องไม่ทำตนเช่นนั้นอีก

กรรมเวรที่ว่านี้ก็คือ....
การมีนิสัยชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาท
อันเป็นการ"ทำลายความสุขสงบ"ของผู้อื่น
โดยที่ท่านไม่เลือกเรื่อง ไม่เลือกที่
ไม่เลือกหน้าว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร
สามารถหาเรื่องทะเลาะกับเขาได้เสมอ

เพียงแค่ขัดหู ขัดตา ขัดข้อง 
ท่านก็จะเกิดอาการขัดเคืองขุ่นใจง่ายๆ
จนกระทำตอบสนองด้านลบต่อคนรอบข้าง
ชนิดที่เรียกว่า "ชวนทะเลาะ" ได้เรื่อย
พฤติกรรมเยี่ยงนี้จึงไม่ต่างจากการที่
สัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไล่กัดทำร้ายท่าน
เสมือนไร้เหตุผลอันควรนั่นเอง

หากชาตินี้ท่านมีสำนึกผิดบาป
ในชะตากรรมที่ 6 ตามที่กล่าวมานี้ได้
การหลุดพ้นในชาตินี้
จึงใกล้ความจริงเข้าไปอีกหนึ่งแล้ว

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-3-2016