Question การมีจิตว่างเป็นสุญญตา


ตอบคำถาม:

************

K.Dhamrongsak Raja  

กราบขอบพระทัยองค์พระเป็นเจ้า

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปริญญา

ที่เมตตาสื่อสอนธรรมะที่เป็นประโยชน์

ต่อจิตวิญญาณของเรา


ขออนุญาตเรียนท่านอาจารย์ฯว่า 

#การมีจิตว่างจากสภาวะสุญญตา"นั้น

มีความหมายว่าอย่างไรครับ💐


Answer:

1.คำถามของท่าน 

ที่ถูกต้องกว่าน่าจะเป็นว่า

#การมีจิตว่างเป็นสุญญตา

มีความหมายว่าอย่างไรมากกว่านะ


2.คำว่า "จิตว่าง" นั้น เราหมายถึง

การที่จิตของท่าน "ว่างไปจากสิ่งที่มีอยู่"


3."สิ่งที่มีอยู่" ของจิตนั้น เราหมายถึง

#กลไกอายตนะภายนอกห้าและภายในหนึ่ง

รวมเป็นอายตนะทั้ง 6 นั่นเอง


ในการบ่งชี้ของมนุษย์ด้านกายภาพ

เราได้เรียกอายตนะทั้ง 6 ว่า

ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิต

ซึ่งเป็นเครื่องมือสัมผัสรู้ดูเห็นของจิตนั่นเอง


4.แต่เครื่องมือของจิตเหล่านี้

ต่างมีหน้าที่เหมือนกัน คือ "ผัสสะ"

เพื่อให้เกิดการรับรู้ดูเห็นของจิตทั้งนั้น

เช่น ตา เอาไว้ดูภาพ

หู เอาไว้ดูเสียง

จมูก เอาไว้ดูกลิ่น

ลิ้น เอาไว้ดูรส

กาย เอาไว้ดูความร้อนเย็น

จิต เอาไว้ดูอาการของจิต เป็นต้น


เพราะเป็นเช่นนี้เอง

เราจึงรวมเรียกกลไกอายตนะทั้ง 6

ที่กล่าวมาแล้วนั้นว่า #ตา


5.คำว่า "สุญญ" แปลว่าว่าง 

ดังนั้น คำว่า #สุญญตา เราจึงหมายถึง


#ว่างไปจากตาทั้งหกที่ท่านมีอยู่"


แปลว่าในความจริงของท่านนั้น

ตา มิได้บอด หู มิได้หนวก

จมูก มิได้ตัน ลิ้น มิได้ตายด้าน

ผิวกาย มิได้เฉยชา จิต ก็มิได้ตายด้าน

แต่กลไกเหล่านี้มันมีอยู่แต่เหมือนไม่มี


6."การมีอยู่แต่เหมือนไม่มี" แปลว่า

อายตนะทั้ง 6 ยังสามารถใช้งานได้

นั่นคือ ใช้สัมผัสรู้ดูเห็นทุกสิ่งได้ตามปกติ

เพื่อการสัมผัสแล้วส่งข้อมูลไปให้จิตรู้

เมื่อจิตรู้แล้วก็นำข้อมูลนั้นๆไป "เรียนรู้"

เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป


วันๆท่านทั้งหลายสามารถทำเช่นนี้ได้

จิตของท่านก็เป็น #สุญญตา แล้ว


7.ในทางกลับกัน


ถ้าท่านใช้อายตนะทั้งหก

สัมผัสรู้ดูเห็นสรรพสิ่งใดเรื่องใด

จนแม้กระทั่งนึกเองคิดเอาเองด้วยจิต

จนรับรู้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในจิตของท่าน

แล้วจิตของท่านก็สั่นสะเทือนเพื่อ "รับเอา"

จากการปรุงแต่งของจิตเองเข้า

จนเกิดเป็นอารมณ์รู้สึกบวกลบ

ไปตามที่สภาวะจิตปรุงแต่งดังกล่าว


ถ้าชอบใจ ก็คล้อยตาม

ถ้าไม่ชอบใจ ก็ต่อต้าน

จนไม่สามารถนำเอาสิ่งที่จิตรับรู้ได้

ไปใช้เพื่อให้เกิด "การเรียนรู้" ได้เลย

เพราะจิตรับรู้แล้วมีการ "รับเอา" เกิดขึ้น


นี่จึงเสมือนหนึ่งว่า

อายตนะทั้งหกของท่าน "ไม่ว่าง" 

เพราะสัมผัสรู้ดูเห็นทีไร

จิตใจเสียสมดุลไปทุกทีนั่นแหละ


8.ดังนั้น

จิตที่เป็นสุญญตาจึงหมายถึง

จิตที่ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าใดๆ


เห็นสักแต่ว่าเห็น

ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน

ได้ลิ้มรสก็สักแต่ว่ารู้รส

ได้กลิ่นก็สักแต่รู้ว่ากลิ่นอะไร

ได้สัมผัสกายก็สักแต่ว่ารู้ร้อนรู้หนาว

นึกได้คิดได้ก็สักแต่รู้ว่าตนนึกคิดอะไร


ถ้าไม่นำเอาสิ่งที่รับรู้ได้ไปปรุงแต่ง

จนเสียสมดุลทางจิตใจ

แทนการเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

สภาวะจิตของท่านก็เข้าถึงสภาวะธรรม

ที่เรียกว่า "เป็นสุญญตา" โดยแท้


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

5-08-2017

2 ดวงแก้ว


2 ดวงแก้ว

 อาวุธประจำกายของนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง

 กับการป้องตนให้ผ่านพ้นมหันตภัยพิบัติ

****************************************

 พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

 เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

 อันดวงแก้วทั้งสองนี้สำคัญทั้งคู่

 เพราะจะทำตกหล่นดวงใดดวงหนึ่งไม่ได้

 จะต้องถือครองไว้ทั้งสองดวงให้มั่นคง


 แต่บทนี้เราจะขอกล่าวถึง

 เพียงแค่ดวงเดียวก่อน คือ #ดวงมหาสติ

 อันประกอบด้วย "สติ" 3 ประการ คือ


1.เป็นผู้รู้สติ

************

 ^เพื่อการ "ตื่นรู้" อยู่ในปัจจุบันขณะว่า

 ตนกำลังสัมผัสรู้ ดู เห็น หรือนึกคิด อะไรอยู่^


จะได้พิจารณาว่าสมควรเรียนรู้มันหรือไม่

 สมควรใส่ใจมันหรือเปล่า


^เพื่อการ "จดจำ" ประสบการณ์ในอดีต

 ที่เพิ่งผ่านพ้นมาว่าตนได้เผชิญสิ่งใดมา

 หรือว่ากระทำอะไรลงไปแล้วบ้าง

 จึงบังเกิดผลเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบันขณะ^


  จะได้พิจารณาหาข้อผิดพลาดบกพร่องของตน

 แล้วรีบปรับปรุงแก้ไขให้ทันท่วงที

 หรือเพื่อทำความเข้าใจปัญหาในปัจจุบันว่า

 มันมีผลสืบเนื่องมาจากอะไร


^เพื่อการ "นึกคิดให้ได้" ว่า

 ถ้าตัดสินใจกระทำสิ่งใดในปัจจุบันขณะแล้ว

 มันจะเกิดผลลัพธ์ต่อตนเอง

 ในวันเวลาต่อไปข้างหน้า (อนาคต) อย่างไร^


 จะได้แสดงออกหรือกระทำตอบสนอง

 ต่อเงื่อนไขหรือปัญหาใดๆที่กำลังเผชิญอยู่

 ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมดีงาม

 โดยไม่ก่อเวรเกี่ยวกรรมกับใครๆทั้งสิ้น


2.เป็นผู้มีสติ

*************

 ^เพื่อการฉลาดรับรู้สู่การฉลาดรับเอา^


 หมายความว่า

 ทันทีที่สัมผัสรู้ดูเห็นหรือนึกคิดอะไรอยู่นั้น

 ท่านจักต้องสามารถบอกตนเองได้ว่า


 สิ่งใดควรรับรู้ไว้เพื่อเรียนรู้

 สิ่งใดควรรับเอาไว้เพื่อเป็นความรู้ใหม่

 ก็ให้เลือกรับรู้และรับเอาไว้ต่อไป


^เพื่อการฉลาดรับรู้สู่การฉลาดไม่รับเอา^


  หมายความว่า

 เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นนึกคิดสิ่งใดแล้ว

 ก็ให้ครองสติอยู่กับปัจจุบันว่าอะไรเป็นอะไร

 อย่าให้จิตใจตกเป็นทาสอารมณ์รู้สึกของตน


 ต้องแยกแยะให้ออกว่าไหนสาระไหนไร้สาระ

 ไม่รับเอา "อารมณ์" ที่เป็นขยะ

 ปล่อยวางสิ่งไร้สาระและอารมณ์ขยะทิ้งไป

 เสมือนไก่คุ้ยเขี่ยเศษหินดินทรายทิ้งไป

 แล้วเลือกเอาแต่เมล็ดข้าวที่เป็นอาหารไว้เท่านั้น


^เพื่อการฉลาดไม่รับรู้ ฉลาดไม่รับเอา^


 หมายความว่า

 เมื่อสัมผัสรู้ดูเห็นนึกคิดสิ่งใดแล้ว

 ก็ปล่อยให้มันผ่านไป

 ไม่ต้องไปใส่ใจในรายละเอียด

 เพราะว่าสิ่งนั้นเรื่องนั้น

 ท่านเคยเรียนรู้และมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว


 เช่น ถ้าท่านใช้ชีวิตอยู่กับคนขี้บ่นขี้โวยวาย

 โดยอยู่ร่วมกันมานานนับปีแล้ว

 ท่านก็ย่อมรู้แก่ใจว่าคนๆนี้มีนิสัยแบบนี้

 เมื่อใดที่ได้ยินคนๆนี้บ่นหรือโวยวาย

 ก็ให้ท่านวางเฉยเสียทำเหมือนเป็นเรื่องปกติ

 โดยไม่หยิบมาเป็นเงื่อนไขให้จิตตก


3.เป็นผู้ใช้สติ

**************

หมายความว่า

ก่อนที่ท่านจะพูดหรือกระทำการใดๆ


^ท่านต้องคิดก่อนคิด^

 กล่าวคือจะต้องคิดพิจารณาว่า

 สิ่งที่ท่านกำลังนึกอยู่นั้น

 มันถูกต้องเหมาะสมดีงาม

 อันควรจะคิดต่อหรือไม่


^ท่านต้องคิดก่อนพูด^

 นั่นคือ เมื่อคิดว่าจะพูดอะไรออกไป

 ท่านต้องคิดก่อนว่าสมควรจะพูดหรือไม่


^ท่านต้องคิดก่อนทำ^

 นั่นคือ เมื่อคิดว่าจะทำอะไรอย่างไร

 ท่านต้องคิดก่อนว่าสมควรทำหรือไม่


 ทั้งนี้การคิดก่อนคิด 

 คิดก่อนพูด

 และคิดก่อนทำนั้น

 จักต้องยึดกฎแห่ง 6 ถูก ของ #ปริญญาโมเดล

 ซึ่งจะประกอบด้วย 

 ถูกคน ถูกที่ ถูกวิธี 

 ถูกเวลา ถูกต้อง และถูกใจ


 ถ้าถูกครบทั้ง 6 ถูก

 ก็สามารถพูดหรือกระทำตามนั้นได้เลย

 แต่ถ้าผิดข้อใดข้อหนึ่งใน 6 ข้อนี้

 ต้อง "หยุด" อย่าคิดต่อ 

 อย่าพูด และอย่าทำไปตามนั้นเด็ดขาด


*พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย

 ลูกแก้วดวง "มหาสติ" ที่ว่านี้


 จักช่วยให้ท่านไม่ผลิตสร้างประจุลบ

 ให้เป็นขยะที่รกโลก


 จักช่วยให้ท่านไม่เป็นเงื่อนไขให้ผู้อื่น

 ผลิตสร้างประจุลบให้เป็นขยะที่รกโลก


 จักช่วยให้ท่านไม่ก่อกรรมใหม่ๆ

 จนเกี่ยวกรรมกับใครต่อใครเขาไปทั่ว

 ในชีวิตประจำวัน


 จักช่วยให้ท่านเข้าถึง

 คุณสมบัติของ "คนพ้นกรรม" ได้ในทันที


 นี่ไงล่ะท่าน....

 หากท่านสามารถปฏิบัติตามนี้ได้เป็นนิจ

 มันคือการชำระจิตของท่านให้ใสสว่าง

 โดยไม่ต้องนั่งหลับตา

 แล้วทำตัวเป็นแบบไม่อะไรกับอะไร

 โดยไม่ได้อะไรๆขึ้นมา

 โดยไม่ก้าวหน้าทั้งทางจิตและทางปัญญา

 อย่างที่หลายท่านคุ้นเคยและติดพันกันอยู่อีก


 มหาสติตามมรรควิถีจิตจักรวาลที่เรากล่าวมานี้

 เป็นปฏิบัติการที่เรียกว่า "ธรรมชาติสมาธิ" 

 ซึ่งต่างจากวิถีของนักรบแห่งแสงสว่าง

 เรากล่าวความจริงเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว

 จงเร่งศึกษาทำความเข้าใจ

 แล้วเร่งนำไปปฏิบัติกันในชีวิตประจำวันเถิด


 เส้นทางนี้แหละ

 ที่พวกท่านต้องก้าวเดินอย่างองอาจ

 อย่าเหลาะแหละโลเลอยู่อีกเลย


 เอเมน สาธุ

 ป.วิสุทธิปัญญา

 5-08-2017

Question การไม่ทานเนื้อสัตว์


ตอบคำถาม:

K.Nika


ท่านอาจารย์คะ 

ศิษย์รบกวนกราบเรียนถามได้ไหมเจ้าคะ 

ช่วงนี้ศิษย์ให้นมลูก 

แล้วถูกบังคับให้ทานเนื้อสัตว์

เพราะเขาเชื่อว่า

การทานเนื้อสัตว์นั้นมีประโยชน์ 


บอกว่ากลัวลูกขาดสารอาหาร 

รวมถึงคนรอบข้างที่รู้จักอีกมากมาย 

ก็บอกว่าให้นึกถึงลูกด้วย 

ให้เราทานไปก่อน 

พอเลิกให้นมลูกแล้ว 

ค่อยกลับมาทานมังสะก็ได้ 


ศิษย์ก็พยายามอธิบายให้เขา 

ก็ไม่มีใครเข้าใจ 

เพราะเขาเชื่อไม่เหมือนเรา 

จนบางครั้งก็กลายเป็นการเถียงกันไปอีก


เวลาทานข้าว

เขาจะคอยตักอาหารบังคับให้ทาน 

ศิษย์เลยจำใจต้องทาน

เพราะไม่อยากเถียงกับเขา 

บางครั้งก็แอบเอาไปทิ้ง 

แล้วโกหกว่าทานไปแล้ว 

หรือถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน 

เขาก็จะถามว่าทานข้าวกับอะไร 

ศิษย์ก็จะบอกว่าทานไก่ทานหมูอะไรไป 

ทั้งที่ไม่ได้ทาน กลายเป็นโกหกไปอีก 

ถ้าอย่างนี้แล้วศิษย์ควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ


#Question:

1. ศิษย์ควรยืนยันปณิธานว่า

จะนิพพานต่อเขาโดยไม่ยอมที่จะทาน

ตามที่เขาบังคับได้ไหมเจ้าคะ 


2.ถ้าไม่ทานตามที่เขาบังคับแล้ว

ทำให้เขาโกรธจนจิตเสียสมดุล 

จะเป็นการสร้างกรรมเพิ่มอีกไหมคะ


3.การโกหกของศิษย์นั้น

ก็เป็นบาปใช่ไหมเจ้าคะ


กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ


#Answer:

1.ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้

ยังหลงเชื่อว่าสารอาหารโปรตีนที่ดีที่สุด

สำหรับมนุษย์ต้องได้จากเนื้อสัตว์เท่านั้น

เพราะตกหลุมพรางการโฆษณาชวนเชื่อ

ของกลุ่มผู้มีอาชีพทำมาค้าขายสิ่งมีชีวิต

จนเกิดอาการเสพติดเลือดเนื้อของสัตว์


ทั้งๆที่ช้างม้าวัวควายแต่ละตัว

เป็นสัตว์ที่มีร่างกายกำยำล่ำสันบึกบึน

ซึ่งมีมวลรวมของเซลอวัยวะร่างกาย

ที่ต้องการสารอาหารโปรตีนเข้าไปเลี้ยงบำรุง

เป็นปริมาณสูงกว่าความต้องการของมนุษย์

มากมายหลายเท่านัก


แต่สัตว์ใหญ่เหล่านี้

ไม่มีตัวใดกินพวกเดียวกันเองเลย

คงกินแต่หญ้า ผลไม้และยอดไม้ใบไม้เท่านั้น

สัตว์ทุกตัวยังคงแข็งแรงมีอายุยืนยาว

สามารถออกแรงช่วยแบ่งภาระหนัก

ให้กับมนุษย์ได้อย่างสบายๆ

ขณะที่มนุษย์วันๆหนึ่งกินเนื้อสัตว์มากมาย

แต่กลับไม่แข็งแรงเท่าแถมขี้โรคอีกด้วย


ซึ่งความจริงที่จริงแท้เหล่านี้

มนุษย์ส่วนใหญ่พากันมองข้าม

เพราะถูกครอบงำด้วยแรงโฆษณา

ทั้งยังเชื่อติดต่อกันมายาวนาน

จนยากแก่การสร้างสติทางวิญญาณให้ฉุกคิด


นอกจากนั้นมนุษย์ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า

ในพืชผักผลไม้ไม่มีสารอาหารโปรตีน

ทั้งๆที่พระบิดาพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง

ได้กำหนดให้พืชผักสีเขียวหลายชนิด

อุดมด้วยสารโปรตีนที่ร่างกายต้องการ

ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้เพราะไม่มีใครพูดถึง

บางคนก็รู้แต่ไม่ใสใจจะทานกัน

เพราะติดใจเนื้อสัตว์มากกว่ารสชาติผักหญ้า


พืชผักต่อไปนี้มีสารโปรตีนปริมาณสูง

ทานเป็นประจำวนเวียนกันไป

ร่างกายแข็งแรง ไม่ขี้โรค และอายุยืน

ไม่ต้องทานเนื้อสัตว์เลยก็ได้

จะฉลาด สมองดี ประหยัดทรัพย์อีกด้วย


1).ผักโขม มีสารโปรตีน 50%

2).ผักคะน้า มีสารโปรตีน 46%

3).บร็อคโคลี่ มีสารโปรตีน 45%

4).ดอกกะหล่ำ มีสารโปรตีน 42%

5).เห็ดต่างๆ มีสารโปรตีน 40%


6).แตงกวา/พริกหยวก/กะหล่ำปลีสีม่วง

มะเขือเทศ มีสารโปรตีน 20-24%


7).ถั่วงอก/ต้นอ่อนของเมล็ดธัญพืช

และเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ

มีสารโปรตีนเฉลี่ย 60% ขึ้นไป


2.การดื้อรั้นไม่ยอมตามใจพวกเขา

เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขด้านลบ

จะเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์

เพราะท่านจะคิดนิพพาน

ดุจดั่งการไปสวรรค์คนเดียวคงไม่ได้


เมื่อชวนทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นบาป

ท่านจึงมีอยู่สองทางเลือกก็คือ

แนะนำให้เขารู้ว่ามีพืชผักอยู่ 7 ชนิด

ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนที่ร่างกายต้องการ

ท่านจะขอทานแทนเนื้อสัตว์ได้มั้ย?


ถ้าพวกเขายอมไม่ได้

พระบิดาทรงอนุญาตให้ท่าน

เลือกใช้วิธีที่สองก็คือท่านยอมเสียเอง

โดยให้รับประทานอาหารเป็นเนื้อสัตว์

ตามความผิดบาปของพวกเขาได้

โดยมีเงื่อนไขว่า...


1).ท่านต้องไม่มีส่วนร่วมสั่งอาหาร

อันประกอบด้วยเลือดเนื้อสัตว์นั้นๆ

ทั้งโดยตรงโดยอ้อมโดยเด็ดขาด


2).ทานด้วยความมีสำนึกในผิดบาป

โดยสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ

สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ

ด้วยการขอโมฆะกรรมต่อพระบิดา

อย่าได้เกิดเป็นเวรกรรมต่อพี่ๆน้องๆเลย

ขอพระองค์ทรงโปรดละเว้นโทษให้ท่าน


3).อุทิศส่วนบุญกุศลที่ท่านกระทำดี

แบ่งปันให้แก่พี่ๆน้องๆที่ถูกเบียดเบียน

ในทุกครั้งที่ท่านกระทำดีนั้นอยู่เนืองๆ

เพื่อใช้พลังรักช่วยลดทอนพลังลบ

จากจิตที่เจ็บปวดเจ็บแค้นของพวกเขา

ให้บรรเทาทุกข์ผ่อนคลายลงไป


3.ท่านถามเราว่า

ถ้าไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ตามเขา

จะทำให้เขาโกรธจนเสียสมดุลไป

จะเป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีกหรือไม่


คำตอบเดียวคือ

เป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มขึ้นแน่ๆ

สองทางเลือกที่เราแนะนำไว้ข้างต้น

ให้ท่านเลือกนำไปใช้ปฏิบัติดูเถิด

ในยุคที่โลกเสรีนี้ยังมีผู้คนมากมาย

ที่เต็มไปด้วยความโง่ ความงมงาย

และดุร้ายจากการใช้อำนาจเหนือนี้

มันมีทางออกเหลือเพียงเท่านี้เอง


4.ท่านถามเราว่า

การโกหกว่าทานทั้งที่มิได้ทาน

จะเป็นการผิดบาปใช่หรือไม่


คำตอบคือ

เป็นการผิดบาปอย่างที่ท่านสำนึกจริงๆ

เพราะการพูดออกมาไม่ตรงกับที่รู้อยู่

การกล่าวออกมาไม่ตรงกับที่คิดอยู่

การพูดในสิ่งที่ตนรู้ไม่จริง

มันล้วนเป็นความผิดบาปอย่างยิ่ง


บาปตรงที่ทำให้คนอื่นรู้ผิดเข้าใจผิด

บาปตรงที่จิตหยาบ

หลอกจิตวิญญาณของตนเอง


เราจะขอกล่าวความจริงให้รู้ว่า

ท่านทั้งหลายสามารถกล่าวไม่จริงได้

เพียงแค่กรณีเดียวเท่านั้นในการเป็นมนุษย์

นั่นคือกล่าวไม่จริงเพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้

แต่มิใช่กล่าวไม่จริงเพื่อ "เอาตัวรอด"


เนื่องจาก "การเอาตัวรอด"

กับ "การเอาชีวิตรอด" มันไม่เหมือนกัน


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

1-8-2017