จิตใต้สำนึก 14


อภิปรัชญา: Pure-meta physics

#มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ในการเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นคนสองมิตินั้น

การทำงานร่วมกันระหว่าง

จิตสามนึกกับจิตใต้สำนึก

เปรียบได้ดั่งตะเกียบสองข้าง

ที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างสมดุล

โดยตะเกียบแต่ละข้างต้องมีคุณภาพด้วย


ตะเกียบข้างที่เป็นด้านจิตสามนึก

จะเป็นตะเกียบที่มีคุณภาพได้ก็ต่อเมื่อ


1.#จิตหยาบต้องมีมหาสติ กล่าวคือ 


ประการที่หนึ่ง:

ท่านต้องเป็นผู้ #รู้สติ ตลอดเวลา


โดยรู้ว่าปัจจุบันกำลังเกิดอะไรอยู่

รู้ว่าสาเหตุที่มันเกิดขึ้นมานั้นคืออะไร

รู้ว่าต่อไปข้างหน้าจะต้องเผชิญอะไรบ้าง


ประการที่สอง:

ท่านต้องเป็นผู้ #มีสติ ตลอดเวลา


ซึ่งท่านจะต้องฉลาด "รับรู้เพื่อเรียนรู้"

ฉลาดที่จะ "รับรู้เพื่อรับเอา" สิ่งที่มีคุณค่า

โดยไม่ตกหลุมพรางของสิ่งยั่วยุ

จนทำให้จิตใต้สามนึกของท่าน

เกิดการสับสนหลงผิด

แปลความต้องการของจิตสามนึกผิดๆ


เป็นต้นว่าถ้าจิตสามนึก

ตกเป็นทาสการยั่วยุของบางสิ่ง

จนเกิดเป็นความเกลียด ความกลัวขึ้นมา

เจ้าความเกลียดกลัวนี่แหละ

จะถูกส่งเป็นภาษาจิตประสาท (NLP)

ไปสั่นสะเทือนจิตใต้สำนึกให้รับรู้


เนื่องจากจิตใต้สำนึกมีคุณสมบัติสำคัญ

คือ คิดเองไม่เป็น รู้เห็นเองไม่ได้

สงสัยข้อมูลที่รับสื่อมาก็ไม่เป็นอีกด้วย

เมื่อรับรู้อะไรก็จะรับเอาข้อมูลนั้นทันที


ดังนั้น

ถ้าท่านเป็นคนไม่มีสติ

ท่านก็จะไม่ฉลาดที่จะรับรู้บางสิ่ง

ท่านก็จะไม่ฉลาดที่จะรับเอาบางสิ่ง

มันจะยังผลให้ตะเกียบข้างนี้ขาดคุณภาพ

จิตใต้สำนึกก็จะรับเอาข้อมูลที่ผิดนั้นไว้

เพื่อทำการตอบสนองในทันที


หากท่านเกลียดอะไร

จิตใต้สำนึกก็จะน้อมนำสิ่งนั้นมาให้

เช่น เกลียดคนหลอกลวง

ชีวิตท่านก็จะพบเจอแต่คนพรรค์นี้เสมอ


หากท่านกลัวสิ่งใด

จิตใต้สำนึกก็จะนำพาสิ่งนั้นมาหา

เช่น กลัวผีหลอก

ชีวิตท่านก็จะพบเจอแต่เรื่องผีๆนั่นแหละ

เคยสังเกตบ้างไหมว่า

คนกลัวผีมักจะเจอผีหลอกบ่อยๆ

คนที่ไม่กลัวผีก็จะไม่เคยโดนผีหลอกเลย


ประการที่สาม:

ท่านต้องเป็นผู้ #ใช้สติ ตลอดเวลา


โดยท่านจักต้องเป็น "พุทธะ" ขนานแท้

คือ ต้องเป็นผู้ศรัทธาการใช้ปัญญา

เป็นคนมีเหตุผลและใช้เหตุผลเป็น

ด้วยการคิดก่อนคิด 

คิดก่อนพูด 

คิดก่อนทำ

ตาม #ปริญญาโมเดล ว่าด้วย 6 ถูกเท่านั้น


มันจะช่วยให้ท่านไม่เป็นคนโลเล

เดี๋ยวจะเอาอย่างโน้นเดี๋ยวก็จะเอาอย่างนี้

กลับไปกลับมาจนภาษาจิตประสาทสับสน

จนยังผลให้จิตใต้สำนึกทำงานไม่ได้

ซึ่งมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้เลย


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

การที่มนุษย์เช่นท่านต้องมีมหาสติไว้

ก็เพื่อช่วยให้ #ภาษาจิตประสาท (NLP)

จากการสื่อโดยจิตสามนึกของท่าน

ทำให้ "จิตใต้สำนึก" เข้าใจสถานการณ์

และเข้าใจความต้องการของท่าน

ได้อย่างชัดเจน รวดเร็วและไม่ผิดพลาด


เพราะจิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่นแท้

ที่เร้นตนเองอยู่ข้างในร่างกายท่าน

จะไม่อาจสัมผัสรู้ดูเห็นอะไรๆที่เกิดขึ้น

กับเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

ของตนด้วยตนเองได้เลย

จักต้องรับรู้ผ่านจิตสามนึกเท่านั้น


2.#ท่านต้องมีทักษะด้านการคิด


ท่านจักต้องรู้ว่าความสำเร็จของท่าน

ทั้งความร่ำรวย หรือความสำเร็จด้านใดๆ

ตะเกียบข้างที่จิตหยาบถืออยู่นั้น

มันต้องมีสมรรถนะในการฉลาดคิดด้วย

ซึ่งท่านต้องรู้ว่า "นึก" กับ "คิด" นั้นต่างกัน

คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้เลย

พอนึกอะไรออก นึกอะไรได้

ก็เข้าใจผิดว่าคิดแล้ว

การพูดผิดทำผิดจึงเกิดขึ้นตลอดชีวิต


การคิดไม่ลึกซึ้งไม่แยบยล

การคิดที่ขาดความรอบคอบ

จึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ


ธรรมชาติมิได้ให้ทักษะการคิดแก่ท่าน

ท่านต้องเพียรฝึกฝนทักษะการคิดกันเอง

เพราะการคิดเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว

เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล


คนที่ฉลาดคิดคือคนที่ฉลาดใช้สมอง

เนื่องจากการคิดเป็นกระบวนการทำงาน

ระหว่างจิตกับสมองสองซีกร่วมกัน

โดยท่านจะนึกด้วยจิตซึ่งมี 3 นึก

คือ นึกออก นึกเอา และนึกเอง

รวมกันแล้วเรียกว่า #จิตสามนึก นี่แหละ

พอนึกได้นึกดีแล้วก็นำเอาที่นึกไว้นั้น

มาสร้างกระบวนการคิดด้วยสมองต่อไป


ในโปรแกรมอบรมพัฒนาจิตตปัญญา

ด้วยกระบวนการไซโคโชว์ของ "ปริญญา"

ตลอดชั่วโมงการฝึกอบรมนั้น

มีการเน้นฝึกทักษะการคิดที่แท้จริง

ให้แก่ท่านผู้เข้าอบรมในทุกคอร์สอยู่แล้ว


ดังนั้น

ถ้าตะเกียบข้างนี้จะแข็งแรงได้

แสดงว่าท่านจักต้องคิดได้ คิดเป็น 

ฉลาดคิด ฉลาดต้องการ

ที่สำคัญคือ


ต้องคิดให้เป็นรูปธรรมได้

ใคร ที่ไหน อะไร อย่างไร ต้องชัดเจน


ต้องคิดให้เป็นเสียงได้

ต้องคิดให้เป็นกลิ่นได้

ต้องคิดให้เป็นรสชาติได้

ต้องคิดให้เป็นภาษาพูดได้


มิเช่นนั้นแล้วจิตใต้สำนึก

ที่เป็นตะเกียบอีกข้างหนึ่งก็จะอ่อนแอ


ความอ่อนแอของจิตใต้สำนึก

ส่วนมากเกิดจากจิตสามนึกบกพร่อง

ยังผลให้จิตใต้สำนึกสับสน

จนตอบสนองความต้องการผิดพลาด

หรือตอบสนองความต้องการให้ไม่ได้


3.#ท่านต้องใช้แรงบันดาลใจ


แรงบันดาลใจเป็นพลังทางจิตวิญญาณ

ที่ท่านสามารถดึงออกมาใช้ได้เสมอ

โดยไม่ต้องรอให้ตกใจเพราะไฟไหม้

แล้วใช้พลังพิเศษนี้แบกโอ่งน้ำหนีไฟก็ได้


หลักการก็คือให้คิดทำทุกสิ่ง

โดยมุ่งที่ผลสำเร็จเท่านั้น

อย่าคิดทำทุกสิ่งโดยมุ่งที่ผลประโยชน์

หากทำได้มันจะช่วยให้จิตใต้สำนึก

มีพลังอำนาจมากขึ้นนั่นเอง


เพียงเท่านี้

ตะเกียบทั้งสองข้างของท่าน

ก็แข็งแกร่งและมีคุณภาพสูง

สามารถนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตท่าน

ในทุกสิ่งที่ต้องการได้แล้ว


ทั้งหมดเป็นเรื่องของ NLP

ที่เข้าใจง่ายเพราะมีอยู่ในตัวท่านแล้ว

จงยึดหลักธรรมะคือธรรมชาติเข้าไว้

อย่าไปทำความวุนวายให้จิตวิญญาณ

จนพาลเพี้ยนเกินงามเพราะงมงายเลย


#เพียงเป็นมนุษย์ให้เป็น

#รู้จักตนเองให้ถ่องแท้

#ใช้จิตตปัญญาให้ชำนาญ

#ถือครองแก้วสองดวงให้มั่นคงไว้


ท่านก็จักเป็นผู้ชนะ 8 ทิศได้แล้ว

สำหรับทิศที่เหลืออีก 2 ทิศ คือ


#ทิศเบื้องบนในฝั่งฟ้าสวรรค์

จงละไว้ให้พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ


#ทิศเบื้องล่างคือธรณีโลกนั้น

จงละไว้ให้พระแม่ธรณีที่เปรียบดั่ง

พระมารดาแห่งจิตวิญญาณเถิด


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

2-8-2017


หมายเหตุ:

**********

หากอยากเรียนรู้ต่อ

ก็ต้องแสดงตน

ยกมือให้เราเห็นอีกแล้วสินะ

จักสมดั่งเป็นศิษย์มีครูผู้เบิกบาน

จิตใต้สำนึก 13


อภิปรัชญา: Pure-meta physics

#มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


หลายคนไปเรียนวิชชาสั่งจิตใต้สำนึก

หลักสูตร NLP ตามสไตล์ฝรั่งมา

ฝรั่งบอกว่า #จิตใต้สำนึก สั่งได้

เพื่อให้ท่านได้รับในสิ่งที่ต้องการ

โดยไม่ได้บอกว่าเมื่อสั่งไปแล้ว

จิตใต้สำนึกจะนำสิ่งที่ต้องการมาให้

ได้อย่างไรและด้วยวิธีใด


ส่วนใหญ่คนที่ฝักใฝ่ NLP 

เขาจะมีสิ่งสูงสุดที่ต้องการคล้ายๆกัน

คือ ต้องการมีงานทำที่มั่นคง

ต้องการร่ำรวยมั่งมีทรัพย์สินเงินทอง

ต้องการความมีเกียรติยศชื่อเสียง

ต้องการความสำเร็จในธุรกิจที่ทำอยู่


พวกเขาถูกสอนให้สั่งจิตใต้สำนึก

ให้ช่วยใช้พลังลี้ลับขับเคลื่อนสิ่งต้องการ

เพื่อให้น้อมนำสิ่งนั้นมาสู่ชีวิตตนเอง

คล้ายกับที่ .Muknapa Wiangkaew

ถามเรามาว่าดังนี้


1.เธอบอกว่า....

เธอจะเขียนเป้าหมายในชีวิตของเธอ

แยกเป็นข้อๆ คือ #จะมีงานที่มั่นคง

และ #จะมีรายได้ตามต้องการ


2.เมื่อเขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เธอก็จะ "บอก" กับตัวเองว่า

#เธอได้ทำทั้งสองข้อ

#ที่เขียนไว้นั้นสำเร็จแล้ว


3.จากนั้นเธอก็ค่อยลงมือกระทำ

ด้วยการแสวงหางานการที่มั่นคง

กับรายได้ที่งดงามตามที่เธอต้องการ


4.เธอถามเราว่า...

คิดแบบนี้...ทำแบบนี้

ถูกต้องหรือไม่?


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ปฏิบัติการทั้ง 3 ขั้นตอนที่เธอเล่ามานั้น

เป็นการใช้จิตสามนึกสั่งจิตใต้สำนึก

ด้วยภาษา NLP หรือภาษาจิตที่ไร้พลัง

แถมยังปฏิบัติไม่ถูกต้องอีกด้วย


ไม่น่าสงสัยหรอกว่า

ไปอบรมกันมาแล้วลงทุนไปก็ตั้งเยอะ

ทำไมเมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริง

จึงได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง


เราจะกล่าวพอสังเขปให้รู้ว่า

เพียงแค่ขั้นตอนแรกของท่าน

ในการสั่นสะเทือนจิตสามนึก

เพื่อบอกความต้องการต่อจิตใต้สำนึก

ที่ฝรั่งเรียกว่าภาษา NLP นั้น


มันก็เป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องแล้วล่ะ

เพราะจิตใต้สำนึกไม่เข้าใจว่า


"งานที่มั่นคง" ที่ท่านต้องการคืออะไร

"รายได้มากมาย" ที่ท่านต้องการคืออะไร


พอจิตใต้สำนึกไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่

พลังอำนาจทางจิตจึงถูกใช้ให้ทอดแห

ในแบบสะเปะสะปะเพราะขาดเป้าหมาย


มันจึงทำให้ตะเกียบข้างของจิตวิญญาณ

กลายเป็นตะเกียบที่อ่อนปวกเปียก

จนทำงานร่วมกับตะเกียบอีกข้างไม่ได้


มาถึงขั้นตอนที่สองของท่าน

ตามที่ฝรั่งสอนสั่งพวกท่านมาว่า

เมื่อเขียนความต้องการเสร็จแล้ว

ก็ให้ "บอก" กับตัวเองไปเลยว่า

#เธอได้ทำทั้งสองข้อนั้นสำเร็จแล้ว

โดยต้อง Build อารมณ์รู้สึกให้เสมือนจริง

อย่างเต็มสามารถให้จงได้


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

การ "บอก" กับตนเองว่า

ท่านได้ทำสิ่งที่ต้องการนั้นสำเร็จแล้วนี้

เป็นความผิดพลาดใหญ่หลวงนัก

เพราะเหตุว่า....


1.เป็นการหลอกลวงจิตวิญญาณตนเอง

ให้เชื่อว่า "ทำสำเร็จ" เรียบร้อยแล้ว

ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย

จึงถือว่า #หลอก มิใช่ #บอก ความต้องการ


อย่างนี้ถือเป็นการกล่าวเท็จซึ่งผิดบาป

เพราะกล่าวมุสาได้แม้กระทั่งตนเอง

พฤติกรรมเยี่ยงนี้มีแต่จะสร้างวิบากกรรม

ที่จิตหยาบกระทำต่อจิตวิญญาณตนเอง

ให้ต้องมีภพชาติใหม่เพื่อกลับมาแก้ไข

ไม่รู้จักสิ้นสุดยุติเลยทีเดียว


2.การหลอกจิตใต้สำนึกว่า (หลอกง่าย)

ตนเองได้ทำสิ่งที่ต้องการนั้นๆสำเร็จแล้ว

เพื่อหวังใช้ความลิงโลดใจของจิตหยาบ

ช่วยสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณ

ผ่านการสั่นสะเทือนของจิตใต้สำนึกนั้น


แม้มันจะสั่นสะเทือนแก่นแท้ได้จริงๆ

แต่ท่านจักต้องรู้ว่ามันจะไม่ได้ผลหรอก

เพราะจิตวิญญาณรับรู้ว่า #มันสำเร็จแล้ว

เมื่อทำสำเร็จแล้วก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีก


มาถึงขั้นตอนที่สาม

ท่านบอกว่าเมื่อทำทุกอย่างทางจิตแล้ว

ก็หันมาทำทางด้านกายภาพต่อไป

คือ การออกแสวงหางานที่มั่นคง

กับหารายได้ที่งดงาม

ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว


ความสำเร็จในมิติโลกของจิตหยาบ

ยังมีสิ่งต้องคิดพิจารณาอีกว่า


1.ท่านมีวิธีค้นหางานที่มั่นคงนั้นอย่างไร

2.งานที่มั่นคงที่ต้องการมันอยู่ที่ไหน

3.งานที่มั่นคงนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

4.นิยามของคำว่า "งานมั่นคง" คืออะไร

5.รายได้มากมายที่ต้องการจะมาจากงาน

ประเภทไหน เป็นต้น


ความพร้อมของตะเกียบข้างของจิตหยาบ

ที่จะต้องนำมาใช้คู่กับข้างของจิตวิญญาณ

มันก็จะต้องมีคุณภาพด้วยเช่นกัน


เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ

ภาษาจิตประสาทที่ฝรั่งเรียก NLP นั้น

มันเกิดขึ้นระหว่างจิตหยาบกับแก่นแท้

เพื่อสื่อสารกันเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว

จะไปแทรกแซงกระบวนการกันทำไม

ผู้คนตั้งแต่โบราณก็ไม่มีใครไปจุ้นจ้าน


หน้าที่ของท่าน

ที่ต้องการผลสำเร็จใดๆในชีวิตคือ


1.รู้ความต้องการของตนเอง

2.ค้นหาวิธีที่จะเข้าถึงความต้องการนั้น

3.ลงมือทำไปตามวิธีการที่คิดไว้

4.มีวินัยในการลงมือทำ 

5.ทำด้วยแรงบันดาลใจในทุกขั้นตอน

อย่าทำเพราะถูกจูงใจ

6.มีความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำ


คุณสมบัติเพียง 6 ข้อเหล่านี้

ไม่มีเงินไปอบรมหลักสูตร NLP

จิตใต้สำนึกของน้องพี่ก็จะมีพลังมหาศาล

จะเป็นตะเกียบอีกข้างหนึ่งที่พึ่งได้

เพราะจิตใต้สำนึกเข้าใจความต้องการ

ในทุกขั้นตอนของท่านอย่างชัดเจน

เขาจะรีบรุดไปเหนี่ยวรั้งสิ่งที่ต้องการ

เข้ามาสู่ชีวิตท่านอย่างง่ายดาย


นี่ไง....

บริบทของนักสู้เพื่อการรู้แจ้ง

คือทำทุกสิ่งด้วยจิตสามนึก

เพื่อผนึกกำลังกับจิตวิญญาณ

ด้วยคุณสมบัติ 6 ประการข้างต้นนั้น


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

1-08-2017

ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงไม่ก้าวล่วงสัตว์ทั้งหลาย


ตอบคำถาม

************

K.Nuchanart Mingkwan


#Question:

กราบเรียนถามท่านอาจารย์ค่ะ


1.จริงหรือไม่

สำหรับผู้ที่ยังกินเนื้อสัตว์

ก็สามารถนิพพานได้


2.การเข้าถึงซึ่งนิพพานนั้น

มีการจำกัดความ

หรือจำแนกออกไปหรือไม่คะว่า

ต้องเป็นแต่เพียงผู้ไม่กินเนื้อสัตว์


#Answer:

1.การกินเลือดเนื้อของสัตว์นั้น

แม้จะมิได้เป็นผู้ฆ่าด้วยตนเองก็ตาม

แต่ก็มีส่วนเป็นเหตุให้สัตว์นั้นๆถูกฆ่า

จนหมดโอกาสทำหน้าที่ที่ต้องทำ

ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่อีก


เท่ากับว่าคนๆนั้นได้ทำตนเป็นอุปสรรค

ในการดำเนินชีวิตอย่างสุขสงบของผู้อื่น

หรือเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น

ที่เราเรียกว่า #ก้าวล่วง ผู้อื่นนั่นเอง


เท่ากับว่าคนๆนั้น #ตัดรอน อายุขัยผู้อื่น

จึงมีหน้าที่ต้องนำอายุขัยของตนเอง

ไปเติมเต็มอายุขัยในส่วนที่ขาด

ของประดาสัตว์ผู้ยากเหล่านั้นอยู่

ซึ่งพวกท่านเรียกกันว่า #ชดใช้ กระมัง


2.เครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์

มิได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบริโภค

เลือดเนื้อของสัตว์มีชีวิตเป็นอาหาร

ทั้งฟันทั้งปากทั้งเซลอวัยวะร่างกาย

เหมาะกับอาหารจำพวกพืชผักผลไม้

และเมล็ดธัญพืชหลากชนิดหลากสีสัน

เพื่อการหล่อเลี้ยงบำรุงและยังชีพ


การรับประทานเลือดเนื้อของสัตว์

เป็นการเติมวัตถุดิบที่ไม่ถูกต้อง

ให้แก่เครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์

จึงทำให้เกิดอาการสะดุดชำรุด

จนเจ็บไข้ได้ป่วยและอายุสั้นกว่าที่กำหนด

ยังผลให้มนุษย์นั้นมิอาจทำหน้าที่ที่ต้องทำ

ให้บรรลุผลทั้งทางโลกและจิตวิญญาณ

ในภพชาตินั้นๆได้ตามที่ควรจะเป็น


สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาตามมาก็คือ

มนุษย์ยังต้องการโอกาสที่จะมีภพชาติใหม่

เพื่อย้อนกลับมา #ทำหน้าที่ที่ตนค้างคาอยู่

ให้สำเร็จลุล่วงจนจบสิ้นในชาติต่อไป

ถ้ายังไม่ลุล่วงอีกก็จะต้องเวียนว่ายอยู่ต่อไป


3.การรับประทานเลือดเนื้อของสัตว์

เป็นการกระทำผิดสัจจะต่อพระบิดา

ผู้ทรงอนุญาตให้จิตวิญญาณพวกท่าน

ได้รับโอกาสมาเกิดเป็นมนุษย์


เพราะพวกท่านเคยให้สัจจะต่อพระองค์ไว้

ในพันธะสัญญา 6 ประการโดย 1 ใน 6 ก็คือ

ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์โลกเสรีนี้แล้ว

พวกท่าน #จะไม่เบียดเบียนกันเอง


ดังนั้น

การกินเลือดเนื้อของสัตว์

จนมีส่วนเป็นเหตุให้สัตว์ถูกฆ่าทารุณกรรม

จึงเป็นการกระทำผิดสัจจะต่อพระผู้เป็นเจ้า

เป็นการกระทำผิดบาปอย่างไร้จิตสามนึก

เท่ากับว่า #ล้มเหลวต่อการเป็นมนุษย์

อย่างสิ้นเชิง


4.ด้วยเหตุนี้เอง

ถ้ามนุษย์ตนใดยังบกพร่องเหลวไหล

ในพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ คือ


4.1 ยังก้าวล่วงผู้อื่นอยู่

4.2 มีเหตุต้องชดใช้กรรมตามกฎแห่งกรรมอยู่

4.3 มีหน้าที่ต้องทำค้างคาอยู่

4.4 ยังล้มเหลวต่อการเป็นมนุษย์อยู่


เพียงแค่ผิดบาปในการกินเลือดเนื้อสัตว์

แต่เพียงอย่างเดียว

ท่านจะเห็นได้ว่าจิตวิญญาณมนุษย์คนนั้น

เมื่อตายไปในภพชาตินี้

ก็ผ่านประตูนิพพานตรงด่านนภาลัย

ออกไปภายนอกหรือ "หลุดพ้น" ไม่ได้แล้ว


5.กรณีที่ท่านถามเราว่า

การเข้าถึงซึ่งนิพพานนั้น

มีการจำกัดความ

หรือจำแนกออกไปหรือไม่คะว่า

ต้องเป็นแต่เพียงผู้ไม่กินเนื้อสัตว์


ท่านอ่านคำตอบเราทั้ง 4 ข้อข้างต้น

ท่านก็ตอบคำถามในข้อ 5 นี้ได้เองแล้วว่า

ถ้าปรารถนานิพพานในชาตินี้

คุณสมบัติหนึ่งที่มนุษย์พึงต้องมี

ไม่มีไม่ได้.......ก็คือ

#ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

#ไม่ก้าวล่วงสรรพสัตว์ทั้งหลาย


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

31-07-2017