พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย....
ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึง
สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่วว่ามี 4 ประการ
มนุษย์จึงตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมกันง่ายๆ คือ
1.เพราะความเคยตัว
2.เพราะขาดสติควบคุมอารมณ์ไม่ได้
3.เพราะหลงผิดเข้าใจผิดรู้ผิดเชื่อผิด
4.เพราะใช้จิตไร้สำนึกขับเคลื่อนพฤติกรรม
วันนี้เราจะมาอธิบายขยายความกันต่อ
มนุษย์โลกทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดหรือศาสนาใด
ไม่มีใครหรือผู้ใดจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้
โดยผลกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้น
มันจะเกิดขึ้นได้ทันทีในมิติโลกทางกายภาพ
ซึ่งมนุษย์จะสัมผัสรู้ดูเห็นผลกรรมนั้นได้ทันที
ด้วยกลไกอายตนะทั้งห้าคือตาหูลิ้นจมูกกาย
ยกเว้นผู้ก่อกรรมทำผิดบาปนั้นไม่ยอมสังเกต
แต่แน่นอนว่าผู้เป็นฝ่ายถูกระทำนั้นย่อมรู้ได้
เพราะการกระทำกระทบกายแต่มันสั่นถึงจิตใจ
เมื่อผู้ถูกระทำเกิดการสั่นสะเทือนในจิตใจขึ้น
จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทำตอบสนองบ้าง
ทำให้มีการต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านและหลีกเลี่ยง
ชีวิตของคนทั้งสองฝ่ายรวมทั้งคนรอบข้าง
จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่สงบเกิดขึ้น
ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าผลกรรมที่เกิดขึ้นนั้น
ยังมีผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติของจิตวิญญาณ
ด้านของแก่นแท้ที่อายตนะทั้งห้าไม่รู้เห็นด้วย
เพราะมันเกิดขึ้นด้วยการสั่นสะเทือนอยู่ข้างใน
นั่นคือการสั่นสะเทือนของจิตสามนึก
ที่เป็นกระบวนการของขันธ์ห้าคือ 5 ขั้นตอน
อันมีรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ
ในขั้นตอนที่ห้าคือคำว่า #วิญญาณ นั้น
หมายถึง #พลังงานกรรม ที่เป็นพลังงานจริงๆ
ซึ่งจิตหยาบหรือจิตสามนึกผลิตสร้างมันขึ้นมา
โดยมันจะถูกเหวี่ยงออกมาภายนอกร่างกาย
ที่พวกท่านไม่อาจสัมผัสด้วยอายตนะทั้งห้าได้
จงรับรู้เอาไว้เถิดว่าผลกรรมของท่านเองนั้น
มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ กรรมดีกับกรรมชั่ว
กรรมทั้งสองประเภทนี้ถ้าหากเป็นกรรมดี
ที่จิตหยาบในขันธ์ที่ห้าจะเหวี่ยงมันออกมา
ยังแบ่งออกเป็นพลังงาน 2 ชนิดนี้เสมอ
1.ถ้าเป็น "กรรมดี" ที่ทำดีด้วยจิตใสบริสุทธิ์
พลังงานที่มนุษย์เหวี่ยงออกมาจากขันธ์ที่ห้า
ก็จะเป็นผลกรรมในแบบที่โลกต้องการเสมอ
นั่นคือพลังงานจิตที่เป็นสากลซึ่งไม่มีเจ้าของ
โดยพลังงานนั้นไม่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่
ซึ่งโลกหรือใครสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
ผลกรรมดีที่เป็นพลังงานสากลนี่แหละ
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
เพราะเป็นพลังงานที่ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน
ถ้าหมุนต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่โลกก็สมดุล
คือขณะเหวี่ยงหมุนแกนหมุนจะไม่แกว่งส่าย
โลกนี้ก็จะสงบและไร้ซึ่งภัยธรรมชาติ
2.ถ้าเป็นกรรมดีที่ทำโดยหวังสิ่งตอบแทน
เช่นทำแล้วร้องขอนั่นขอนี่เพื่อชาตินี้ชาติหน้า
ผลกรรมหรือผลบุญที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่บริสุทธิ์
โดยจะกลายเป็น #ผลกรรมส่วนตัว ไปทันที
คือเป็นพลังงานดีที่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่
จึงไม่เป็นพลังงานสากลเพราะว่ามีเจ้าของแล้ว
ซึ่งโลกหรือใครๆจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้
นอกจากตัวผู้ก่อกรรมดีนั้นเองกับผู้รับอุทิศไว้
ผลกรรมแบบนี้คือ #พลังงานกรรมส่วนบุคคล
ซึ่งมีคุณสมบัติทางพลังงานเป็นลบ
ที่โลกนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย
รวมทั้งไม่มีผู้ใดปรารถนาพลังงานนี้ด้วย
ส่วนผลกรรมชั่วในมิติทางพลังงานนั้น
จะเกิดจากมนุษย์สั่นสะเทือนจิตสามนึก
ให้เกิดขันธ์ห้าด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ
ใครคนไหนเหวี่ยงพลังงานนี้ออกมามากๆ
เวลาเดินเข้าป่าเข้าพงตามเส้นทางเดิมๆแล้ว
ใบไม้ต้นไม้จะพากันเหี่ยวเฉาตายให้เห็นเสมอ
เพราะว่าพลังงานกรรมด้านลบนั้น
ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งใดหรือใครเลย
มีแต่เป็นโทษเท่านั้นแหละท่าน
ใครที่ขยันแต่สั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านลบ
จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน
ให้สูงขึ้นทางด้านบวกจนถึง 5-6 มิติไม่ได้ด้วย
อย่าหวังว่าใครคนไหนจะช่วยเทพลังลงมาให้
เพื่อยกระดับโลกและตัวท่านให้สูงขึ้นถึง5Dได้
เห็นไหมว่าทุกสิ่งนั้นอำนาจจะเกิดจากข้างใน
ไม่มีสิ่งใดมีอำนาจได้เพราะข้างนอกช่วยเหลือ
ถ้าท่านหิวท่านต้องหาอาหารกินเอง
จะให้คนอื่นกินแทนตัวท่านไม่ได้นั่นแล
ด้วยความรักและปรารถนาดี
เอเมน สาธุ
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
6/12/2568