06 ธันวาคม 2568

สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่ว



พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย....

 

 ในตอนที่แล้วเราได้กล่าวถึง

สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่วว่ามี 4 ประการ

มนุษย์จึงตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมกันง่ายๆ คือ


1.เพราะความเคยตัว

2.เพราะขาดสติควบคุมอารมณ์ไม่ได้

3.เพราะหลงผิดเข้าใจผิดรู้ผิดเชื่อผิด

4.เพราะใช้จิตไร้สำนึกขับเคลื่อนพฤติกรรม

วันนี้เราจะมาอธิบายขยายความกันต่อ


มนุษย์โลกทุกคน

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดเผ่าใดหรือศาสนาใด

ไม่มีใครหรือผู้ใดจะอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้

โดยผลกรรมซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้น

มันจะเกิดขึ้นได้ทันทีในมิติโลกทางกายภาพ

ซึ่งมนุษย์จะสัมผัสรู้ดูเห็นผลกรรมนั้นได้ทันที

ด้วยกลไกอายตนะทั้งห้าคือตาหูลิ้นจมูกกาย

ยกเว้นผู้ก่อกรรมทำผิดบาปนั้นไม่ยอมสังเกต

แต่แน่นอนว่าผู้เป็นฝ่ายถูกระทำนั้นย่อมรู้ได้

เพราะการกระทำกระทบกายแต่มันสั่นถึงจิตใจ


เมื่อผู้ถูกระทำเกิดการสั่นสะเทือนในจิตใจขึ้น

จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทำตอบสนองบ้าง

ทำให้มีการต่อสู้ตอบโต้ต่อต้านและหลีกเลี่ยง

ชีวิตของคนทั้งสองฝ่ายรวมทั้งคนรอบข้าง

จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่สงบเกิดขึ้น


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าผลกรรมที่เกิดขึ้นนั้น

ยังมีผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติของจิตวิญญาณ

ด้านของแก่นแท้ที่อายตนะทั้งห้าไม่รู้เห็นด้วย

เพราะมันเกิดขึ้นด้วยการสั่นสะเทือนอยู่ข้างใน

นั่นคือการสั่นสะเทือนของจิตสามนึก

ที่เป็นกระบวนการของขันธ์ห้าคือ 5 ขั้นตอน

อันมีรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ


ในขั้นตอนที่ห้าคือคำว่า #วิญญาณ นั้น

หมายถึง #พลังงานกรรม ที่เป็นพลังงานจริงๆ

ซึ่งจิตหยาบหรือจิตสามนึกผลิตสร้างมันขึ้นมา

โดยมันจะถูกเหวี่ยงออกมาภายนอกร่างกาย

ที่พวกท่านไม่อาจสัมผัสด้วยอายตนะทั้งห้าได้


จงรับรู้เอาไว้เถิดว่าผลกรรมของท่านเองนั้น

มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ กรรมดีกับกรรมชั่ว

กรรมทั้งสองประเภทนี้ถ้าหากเป็นกรรมดี

ที่จิตหยาบในขันธ์ที่ห้าจะเหวี่ยงมันออกมา

ยังแบ่งออกเป็นพลังงาน 2 ชนิดนี้เสมอ


1.ถ้าเป็น "กรรมดี" ที่ทำดีด้วยจิตใสบริสุทธิ์

พลังงานที่มนุษย์เหวี่ยงออกมาจากขันธ์ที่ห้า

ก็จะเป็นผลกรรมในแบบที่โลกต้องการเสมอ

นั่นคือพลังงานจิตที่เป็นสากลซึ่งไม่มีเจ้าของ

โดยพลังงานนั้นไม่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่

ซึ่งโลกหรือใครสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้


ผลกรรมดีที่เป็นพลังงานสากลนี่แหละ

ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก

เพราะเป็นพลังงานที่ช่วยให้โลกเหวี่ยงหมุน

ถ้าหมุนต่อเนื่องด้วยอัตราเร็วคงที่โลกก็สมดุล

คือขณะเหวี่ยงหมุนแกนหมุนจะไม่แกว่งส่าย

โลกนี้ก็จะสงบและไร้ซึ่งภัยธรรมชาติ


2.ถ้าเป็นกรรมดีที่ทำโดยหวังสิ่งตอบแทน

เช่นทำแล้วร้องขอนั่นขอนี่เพื่อชาตินี้ชาติหน้า

ผลกรรมหรือผลบุญที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่บริสุทธิ์

โดยจะกลายเป็น #ผลกรรมส่วนตัว ไปทันที

คือเป็นพลังงานดีที่มีคุณสมบัติกรรมกำกับอยู่

จึงไม่เป็นพลังงานสากลเพราะว่ามีเจ้าของแล้ว

ซึ่งโลกหรือใครๆจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้

นอกจากตัวผู้ก่อกรรมดีนั้นเองกับผู้รับอุทิศไว้


ผลกรรมแบบนี้คือ #พลังงานกรรมส่วนบุคคล

ซึ่งมีคุณสมบัติทางพลังงานเป็นลบ

ที่โลกนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

รวมทั้งไม่มีผู้ใดปรารถนาพลังงานนี้ด้วย


ส่วนผลกรรมชั่วในมิติทางพลังงานนั้น

จะเกิดจากมนุษย์สั่นสะเทือนจิตสามนึก

ให้เกิดขันธ์ห้าด้วยกิเลสตัณหาอารมณ์ขยะ

ใครคนไหนเหวี่ยงพลังงานนี้ออกมามากๆ

เวลาเดินเข้าป่าเข้าพงตามเส้นทางเดิมๆแล้ว

ใบไม้ต้นไม้จะพากันเหี่ยวเฉาตายให้เห็นเสมอ


เพราะว่าพลังงานกรรมด้านลบนั้น

ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสิ่งใดหรือใครเลย

มีแต่เป็นโทษเท่านั้นแหละท่าน


ใครที่ขยันแต่สั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านลบ

จิตหยาบของท่านจะยกระดับแรงสั่นสะเทือน

ให้สูงขึ้นทางด้านบวกจนถึง 5-6 มิติไม่ได้ด้วย

อย่าหวังว่าใครคนไหนจะช่วยเทพลังลงมาให้

เพื่อยกระดับโลกและตัวท่านให้สูงขึ้นถึง5Dได้

เห็นไหมว่าทุกสิ่งนั้นอำนาจจะเกิดจากข้างใน

ไม่มีสิ่งใดมีอำนาจได้เพราะข้างนอกช่วยเหลือ


ถ้าท่านหิวท่านต้องหาอาหารกินเอง

จะให้คนอื่นกินแทนตัวท่านไม่ได้นั่นแล


ด้วยความรักและปรารถนาดี

เอเมน สาธุ


อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล

6/12/2568