พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย...
ถ้าท่านเชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม ว่ามีจริงแล้ว
ท่านก็ต้องรู้ว่ามนุษย์มีกฎแห่งกรรมไว้ทำไม
ทำไมสัตว์ประจำโลกทั้งหลายและต้นไม้
ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกันจึงไม่มีกฎแห่งกรรม
คำตอบแรก
ที่มนุษย์ต้องมี "กฎแห่งกรรม"
เพื่อให้ใช้บทเรียนกรรมนั้นเป็น "ครู"
ในการสอนให้มนุษย์ได้เรียนรู้ว่า
ถูกต้องเหมาะสมดีงามบาปบุญคุณโทษ
ที่มนุษย์แสดงออกหรือกระทำนั้นเป็นอย่างไร
ไหนควรไหนไม่ควรแสดงออกหรือกระทำมัน
ถ้าเป็นการกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามแล้ว
ก็เรียนรู้ได้ว่าตนสามารถที่จะทำเช่นนั้นต่อไป
โดย #ผลกรรม ที่มนุษย์กระทำจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า
สิ่งที่ทำนั้นเป็น "กรรมดี" หรือว่าเป็น "กรรมชั่ว"
สิ่งที่มนุษย์จะสังเกตได้ก็คือ
ผลกรรมที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์
ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบได้ในชาตินี้
จะเป็นผลกรรมในมิติโลกด้านกายภาพ
ตัวอย่างเช่น
เตะหมาทำหมาเจ็บหมาก็โกรธแล้วแว้งกัดเอา
ถ้าด่าแม่เจ๊กทำเจ๊กโกรธเจ๊กก็จะด่าตอบ
หากเจ๊กขี้โมโหมากอาจคว้าปืนออกมายิงก็ได้
ที่กล่าวนี้ล้วนเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น
เข้าทำนอง "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นั่นเอง
กฎแห่งกรรมในมิติโลกด้านกายภาพ
ท่านสามารถที่จะพิสูจน์ตรวจสอบได้ไม่ยาก
เพราะมันจะเป็นผลกรรมเชิงประจักษ์ทั้งสิ้น
แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่ก่อกรรมทำบาปชั่ว
มักจะทำไปโดยไม่รู้ตัวหรือขาดสติเสมอ
สาเหตุสำคัญ
ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "สันดานเคยตัว"
ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "อารมณ์พาไป"
ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "เข้าใจผิด"
ที่ก่อกรรมทำชั่วไปนั้นเพราะ "ไม่รู้ดีไม่รู้ชั่ว"
สาเหตุของการก่อกรรมทำชั่วมีถึง 4 ประการ
มนุษย์จึงตกเป็นทาสกฎแห่งกรรมกันง่ายๆ คือ
1.เพราะความเคยตัว
2.เพราะขาดสติควบคุมอารมณ์ไม่ได้
3.เพราะหลงผิดเข้าใจผิดรู้ผิดเชื่อผิด
4.เพราะใช้จิตไร้สำนึกขับเคลื่อนพฤติกรรม
เรื่องผลกรรมที่จะเกิดขึ้นในมิติของแก่นแท้นั้น
มันจะปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในชาติหน้า
เพราะอนันตจักรวาลที่มนุษย์โลกดำรงอยู่นี้
เป็นเอกภพที่เป็นสนามพลังงานกว้างใหญ่มาก
เมื่อท่านใช้จิตหยาบหรือจิตสามนึกที่ไร้สำนึก
สั่นสะเทือนขึ้นมาจนเกิดผลกรรมขึ้นเมื่อไหร่
สนามพลังงานเอกภพบริเวณที่ท่านดำรงอยู่นั้น
จะเกิดการสั่นสะเทือนกระเพื่อมจนเป็นคลื่นขึ้น
โดยคลื่นพลังงานกรรมหรือผลกรรมที่ว่านี้นั้น
จะกระจายออกจากตัวท่านเป็นวงกลมต่อเนื่อง
คลื่นการสั่นสะเทือนแต่ละระลอก
ที่สั่นสะเทือนเคลื่อนออกจากตัวท่านไปนั้น
มันจะเดินทางตามๆกันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
คลื่นแต่ละระลอกจะไปสิ้นสุดที่ขอบเอกภพ
แล้วคลื่นแต่ละระลอกก็จะสะท้อนกลับมา
ใครผู้ใดตรงพิกัดไหนในสนามพลังงานเอกภพ
เป็นผู้สั่นสะเทือนหรือเป็นจุดเริ่มต้นของคลื่น
ก็มีหน้าที่ต้องเป็นผู้สิ้นสุดยุติกรรมนั้นเองเสมอ
คือคลื่นแห่งกรรมนั้นมันจะสะท้อนกลับมาหา
อย่างถูกต้องตรงคนที่เป็นเจ้าของมันนั่นเอง
แปลว่าเมื่อตายแล้วจิตวิญญาณมาเกิดใหม่
เพื่อกลับมารอรับคลื่นพลังงานกรรมที่ก่อไว้
แม้ว่าชาตินี้จิตหยาบของตัวท่านจะจำไม่ได้
แต่กระบวนการกฎแห่งกรรมมันจะจำได้เสมอ
ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นมันจะเกิดขึ้นในอดีตชาติ
การสะท้อนกลับของคลื่นกรรมแต่ละกรรม
มันจะค่อยๆสะท้อนย้อนมาหาท่านตลอดเวลา
นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง
ที่ทำให้มนุษย์โลกไม่อาจหนีกฎแห่งกรรมได้
ตามประโยคสำคัญที่ว่า #กรรมใครใครคนนั้นกำ
หรือที่เราชอบกล่าวย้ำซ้ำอยู่เป็นประจำว่า
1.กรรมดีกรรมชั่วใครก่อคนนั้นรับผิดชอบ
2.กรรมดีกรรมชั่วใครทำใครได้
3.กรรมดีกรรมชั่วจะรับกรรมแทนกันไม่ได้
เพราะว่ามนุษย์แต่ละคน
มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในผลกรรมที่ตนก่อไว้
แต่ละคนต่างล้วนมีผลกรรมที่ก่อไว้มากมาย
จิตวิญญาณของท่านทั้งหลายจึงต้องตาย
เพื่อนำจิตวิญญาณที่หลงมิติเพราะผิดบาป
ลงไปแก้ไขเยียวยาหรือว่า "บำบัด" ในนรก
จนกลับสู่สมดุลดังเดิมได้แล้วค่อยมาเกิดใหม่
เพื่อให้ทันกาลที่คลื่นผลกรรมระลอกแรกมาถึง
จะได้สิ้นสุดในการยุติกรรมจากอดีตที่ตนก่อไว้
ถ้าท่านปล่อยให้ตนเองเวียนว่ายตายเกิด
เหมือนจิตวิญญาณพลัดตกลงไปในบ่อย่ำองุ่น
จนนับจำนวนภพชาติแทบไม่ถ้วนแล้ว
องุ่นคือจิตวิญญาณของท่านก็จะถูกย่ำจนเละ
ไม่สามารถรักษาสภาพขององุ่นที่ดีเอาไว้ได้
คำตอบที่สอง
เหตุที่มนุษย์โลกทุกคนต้องมีกฎแห่งกรรม
คอยทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณขณะมีชีวิตอยู่
เพราะมนุษย์มีจิตหยาบแต่สัตว์และพืชไม่มี
โดยมนุษย์จะเปลี่ยนจิตหยาบใหม่ทุกภพชาติ
จิตหยาบจึงต้องเรียนรู้ใหม่ในทุกภพชาติด้วย
เพื่อแสดงออกหรือกระทำได้ถูกต้องตรงจริง
ที่สำคัญคือสัตว์ทุกตัวเป็นสัตว์ประจำโลก
จิตวิญญาณสัตว์ไม่ต้องกลับบ้านแดนสุญตา
คือเวียนตายเวียนเกิดกันอยู่บนโลกนี้เท่านั้น
แต่จิตวิญญาณมนุษย์ทุกคนจะต้องกลับบ้าน
เพราะว่าจิตวิญญาณของมนุษย์
จะหลุดพ้นออกไปจากเอกภพตามลำพังไม่ได้
เนื่องจากเอกภพมีแรงดึงดูดที่เข้มข้นมาก
พวกท่านจึงต้องหมุนธรรมจักรร่วมกันไว้
เพื่อใช้ความรักเพื่อให้สั่นสะเทือนจิตสามนึก
ในการยกระดับจิตหยาบให้เข้าถึง 6D ให้ได้
หากทำสำเร็จจิตหยาบหรือจิตสามนึก
ก็จะสั่นสะเทือนจนเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในที่สุด
ทั้งสองจิตเมื่อผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกันได้
จึงจะสามารถหนีแรงดึงดูดของเอกภพออกไป
ที่พระพุทธเจ้าใช้คำว่า #หลุดพ้น กลับบ้าน
ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดรที่พวกท่านจากมากันได้
ลองย้อนกลับขึ้นไปอ่านทบทวนกันตั้งแต่ต้นว่า
มีความรู้ใหม่อะไรบ้างในบทนี้ที่ท่านเพิ่งได้รู้
เมื่อรู้แล้วจงนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์เถิด
ด้วยรักและปรารถนาดี
อนุตรธรรมาจารย์ปริญญา ตันสกุล
6/12/2568
❤ ❤ ❤