25 พฤศจิกายน 2568

อำนาจมนุษย์ต้องเกิดมาจากพลังข้างใน ไม่ใช่เกิดได้เพราะอำนาจภายนอก


 

พี่ๆน้อง ๆ ที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า


ทุกวันนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารความรู้ใหม่

เกี่ยวกับเรื่องราวของ “แสงและพลังงาน”

คนส่วนใหญ่ที่มีความรู้น้อยและการศึกษาไม่สูง

ยากที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกันได้ง่ายๆ

ไม่ต่างจากการนำเอาความรู้ระดับมหาวิทยาลัย

มากล่าวเล่าสอนนักเรียนระดับมอต้นมอปลาย

ซึ่งภูมิรู้ภูมิธรรมและภูมิปัญญายังไม่มากพอ

จนไม่สามารถจะคิดตามความรู้ใหม่นั้นได้ง่ายๆ


แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นสาระเชิงวิชาการ

ทำให้ “รู้สึกว่า” มันน่าเชื่อถือจึงเชื่อตามทันที

ทั้ง ๆที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

เชื่อตามทันทีทั้งที่ตนนั้นยังอธิบายมันไม่ได้

บางเรื่องที่เผยแพร่แม้คิดตามอยู่แต่ก็ไม่รู้เรื่อง

เป็นทำนองเดียวกับกรณีนักการเมืองหาเสียง

พวกเขาจะมีวาทศิลป์ในการพูดน้าวโน้มจูงใจ

ทำให้ชาวบ้านคล้อยตามแบบหลงคารมได้เก่ง

เพราะเกิดความรู้สึกพอใจและน่าเชื่อถือไงล่ะ


นักการเมืองคนไหนขยันมาพูดขยันมาหาเสียง

นักการเมืองคนนั้นจะได้รับเลือกด้วยคะแนนสูง

เพราะ #รู้สึกพอใจ นักการเมืองผู้นั้นมากกว่า

เป็นการตัดสินใจเชื่อไม่เชื่อไปตามความรู้สึก

ซึ่งเป็นกิเลสโดยเฉพาะมิใช่ปัญญานั่นแหละ


ตัวอย่างเช่นข้อความหนึ่งที่ประกาศว่า


“โลกยุคปัจจุบันนี้นั้นเป็นโลกยุคห้ามิติคือ 5D

เป็นโลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น

ความทรงจำระดับเซลล์ของจักรวาลทั้งหมด

กำลังถูกฟื้นฟูเพื่อให้ความรู้ที่มีมาแต่กำเนิดนั้น

กลับคืนสู่จิตสำนึกในปัจจุบันของแต่ละคน

เพื่อเป็นแสงนำทางส่องสว่างเส้นทางให้ผู้อื่น”


เรามีคำถามตรงนี้ว่าความในย่อหน้าข้างบนนี้

เหมือนจะเป็นความรู้ใหม่ของท่านทั้งหลายเลย

แต่ถ้าท่านจำอุบายเรื่อง #ในจริงมีเท็จ ได้

เราจะคัดเอาเรื่องที่ถูกนำมากล่าวนี้ให้ชัดว่า


#ที่ว่าเท็จ ก็คือทุกวันนี้เป็นโลกยุคห้ามิติ(5D)

#ที่เป็นจริง ก็คือมนุษย์โลกต้องถึงห้ามิติให้ได้

#ที่ปิดบัง ก็คือไม่อธิบายว่าโลกห้ามิติคืออะไร


#ที่หลอกลวง คือคำกล่าวที่ว่า

“โลกและมนุษย์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น”

ความจริงแล้วโลกกับมนุษย์ทุกคนในยุคนี้นั้น

เป็นมนุษย์ในยุค “พลังงานเก่า” มิใช่ยุคใหม่


คำว่า “ยุคพลังงานเก่า” หมายถึง

เป็นยุคที่จิตวิญญาณอาสามาเกิดเป็นมนุษย์

ตั้งแต่หกหมื่นปีเศษที่ยาวนานผ่านมาแล้ว

เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ใช้เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

คือเข้ามาช่วยกันใช้ความรักทำให้โลกหมุน

ด้วยอัตราเร็วคงที่และเหวี่ยงหมุนอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ดาวโลกทั้งดวงรักษาสมดุลเอาไว้ให้ได้

โดยมีกำหนดการทำหน้าที่กันนานหนึ่งยุค

คือนานถึง 6 หมื่นปีโลกแล้วค่อย #กลับบ้าน


การใช้เมตตาธรรมค้ำจุนสมดุลโลกที่ว่านี้

เป็นหน้าที่ทาง “จิตวิญญาณ” ผู้เป็นแก่นแท้

โดย “จิตหยาบ” ซึ่งเป็นตัวแทนจิตวิญญาณ

ในมนุษย์แต่ละคนจักต้องรับผิดชอบแทน

ซึ่ง “จิตจักรวาล” เรียกว่า #การหมุนธรรมจักร

อันเป็นการทำหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อ #โลก

คำว่า “โลก” หมายถึงตนเองกับเพื่อนมนุษย์

รวมทั้งดาวเคราะห์โลกทั้งระบบคือทุกสิ่งด้วย


ไม่ใช่มาเกิดเพื่อแสวงหาทุกสิ่งมาสนองตัวเอง

จนนำไปสู่กิเลสตัณหาราคะต่างๆอย่างมากมาย

จำพวกโลภ โกรธ หลง งมงาย โง่ง่ายเป็นอาทิ

ซึ่งเกิดจากการทำเพื่อตอบสนองตนเองทั้งเพ


เพราะการ #หมุนธรรมจักร ด้วย “ความรัก” นั้น

เครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์โลกทุกๆคน

โดย “จิตหยาบ” จะสั่นสะเทือน #จิตสามนึก

จนเกิดเป็นกระบวนการของ “ขันธ์ห้า” ขึ้นมา

เพื่อผลิตคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็กที่เป็นด้านบวก

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า #เมตตาธรรม

เหวี่ยงออกมาให้โลกและทุกสรรพสิ่งได้ใช้กัน


เมื่อพวกท่านมีจิตวิญญาณเป็นตัวตนแก่นแท้

เข้ามาเกิดเพื่อทำหน้าที่ “ค้ำจุน” สมดุลโลก

ด้วยพลังงานความรักจากจิตสามนึกด้านบวก

ซึ่งกำลังสิ้นยุคในการทำหน้าที่คือ “หกหมื่นปี”

โดยจะมีจิตวิญญาณอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำต่อ

เราจึงเรียกยุคปัจจุบันนี้ว่า #ยุคพลังงานเก่า

เรียกยุคต่อไปในไม่นานนี้ว่า #ยุคพลังงานใหม่


เพราะจะเป็นพลังงานของจิตวิญญาณรุ่นใหม่

ผู้ข้ามมิติเข้ามาจากฟ้าสีครามมาทำหน้าที่ต่อ

เนื่องจากการเปลี่ยนยุคต้องต่อเนื่องและลงตัว

ทำให้โลกเสียสมดุลจนเอกภพมีปัญหาไม่ได้


ดังนั้น

หลังคลอดออกมาจนยืนนั่งลุกวิ่งกลิ้งนอนได้

หากนับอายุขัยก็คงราว ๆบรรลุนิติภาวะแล้ว

#จิตหยาบของมนุษย์ก็จะยกระดับถึงสี่มิติได้

ซึ่งการยกระดับของจิตหยาบนี้จะเป็นอัตโนมัติ

เพียงแค่ทุกคนต้องรักกันและต้องไม่หนีสังคม

ต้องมีความสุขและสนุกกับการเป็นมนุษย์โลก

ไม่คิดจะโยกย้ายด้วยการตายไปเป็นเทวดา

จิตหยาบก็จะเข้าถึง 4D คือสี่มิติได้ทุกคนแล้ว


แต่หน้าที่มนุษย์มิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น

ยังต้องหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันต่อ

เพื่อยกระดับแรงสั่นสะเทือนของจิตสามนึก

ให้สูงขึ้นจาก 4D-5D จนถึง 6D ให้ได้โดยเร็ว

เพื่อให้จิตหยาบกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียว

เตรียมพร้อมที่จะหลุดพ้นกลับแดนสุญตากันไว้

ให้ทันกับพระเจ้าพิพากษาโลกก่อนเปลี่ยนยุค

ซึ่งคาบสุดท้ายในการเปลี่ยนยุคนาน 56 วันนั้น

โลกจะมืดพร้อมกันทั่วโลกไม่มีแสงสว่างเลย


ด้วยเหตุนี้เอง

โลกที่ต้องมี “ห้ามิติ” จึงมิได้เกิดจากภายนอก

แต่เป็นจิตสามนึกในมนุษย์แต่ละคนนั่นแหละ

ต้องหมั่นหมุนธรรมจักรด้วยรักเพื่อให้ร่วมกันไว้

แล้วจิตหยาบของพวกท่านแต่ละคนนั้น

มันจะแผ่พลังอำนาจออกมาให้ปรากฏเอง

โดยเส้นทางสายวิวัฒนาการแบบอัตโนมัตินี้

ทำให้โลกเข้าถึงมิติที่ห้าจนสิ้นสุดมิติที่หกได้


จำนวนมิติของจิตหยาบที่เติบโตขึ้นนั้น

ในมิติทางพลังงานของจิตเราหมายถึง

จำนวนมุมที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนสูงสุด

ที่จิตหยาบนั้นสามารถเข้าถึงได้แล้ว

แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเกิดจากอำนาจภายใน

มิใช่ให้ต่างดาวเผ่าไหนช่วยเทรินลงมาให้

จะมีก็แต่ถ้าใครโง่ง่ายจะถูกพวกมันดักดูดพลัง

เมื่อท่านแผ่เมตตาเหวี่ยงพลังออกมาเท่านั้น


การสร้างบุญสุนทานนั้นใครทำใครได้

ไม่ต้องเอื้อเฟื้อไม่ต้องเผื่อแผ่ให้ใครหรอก

เพราะพ่อแม่ลูกจิตวิญญาณนั้นจะสั่นถึงกันหมด

เนื่องจากเมอร์คขะบาห์แต่ละคนคล้ายคลึงกัน

นอกจากนั้นทำบุญก็อย่าร้องขอผลบุญนั้น

เพราะในมิติทางพลังงานมันจะเป็นผลกรรม

ซึ่งไม่เป็นสากลที่โลกและใครๆเอาไปใช้ไม่ได้


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

25/11/2568