27 พฤศจิกายน 2568

หลงใหลใน “เงามายา”



 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ในอดีตกาลที่ผ่านมาหลายภพชาติแล้ว

ที่ท่านไม่สามารถหมุนธรรมจักรร่วมกันได้

โดยรักคนที่ทำตนไม่น่ารักก็ไม่ได้

ให้อภัยคนที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยก็ไม่เป็น

มีแต่เห็นแก่ตัวกับพวกของตัวเองเท่านั้น

นี่เป็นเพราะว่าไปหลงใหลใน “เงามายา”

ที่เป็นเพียงเปลือกนอกของตัวตนแก่นแท้

คือคุณสมบัติทางจิตวิญญาณของเขาทั้งสิ้น


อาการแสดงออกของคนรอบข้างที่เห็นอยู่นั้น

ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยที่ดีแบบที่ท่านชอบ

หรือเป็นสันดานไม่ดีแบบที่ท่านไม่ชอบก็ตาม

ล้วนแล้วแต่เป็น “เงามายา” ที่เกิดจากแก่นแท้

คือจิตหยาบซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ

ที่เร้นอยู่ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

เหมือนกับสีกลิ่นรสที่เป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่ง


เมื่อได้สัมผัสรู้ดูเห็นมันแล้ว

ท่านมีหน้าที่จะต้อง #เรียนรู้ มันเพื่อให้รู้ว่า

นี่เป็นส้มโอส้มเขียวหวานแตงโมหรือเป็นมะระ

ท่านไม่มีหน้าที่สมสู่กับมายาของมันจนได้เสีย

ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นชอบหรือไม่ชอบเลย


เพราะท่านไม่มีหน้าที่เปลี่ยนขมให้เป็นหวาน

เปลี่ยนส้มเขียวหวานเพื่อให้มันเป็นแตงโม

หรือไม่สามารถเปลี่ยนแตงโมให้เป็นมะระ

เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของพวกมันได้

ธรรมชาติของมะระต้องขมถ้าไม่ขมก็มิใช่มะระ


ดังนั้น

สันดานไม่ดีหรือว่านิสัยดีของใครก็ตาม

ท่านจะบังอาจไปเปลี่ยนแปลงแก้ไข

คุณสมบัติจำเพาะตัวของพวกเขานั้นไม่ได้

ถ้าพบใครที่สันดานไม่ดีแล้วท่านโกรธเกลียด

รู้หรือไม่ว่าจิตหยาบของตัวท่านนั้น

ได้สมสู่กันกับเงามายาของตัวเขาเข้าให้แล้ว

ทั้งที่มันไม่ใช่หน้าที่ของตัวท่านเลยสักนิด

แต่มันเป็นการ #ก้าวล่วง ผู้อื่นอย่างชัดเจน

ซึ่งคนชอบธรรมไม่สมควรก้าวล่วงให้ผิดบาป

ไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็นคนสัตว์หรือสิ่งของ


นอกจากนั้น

ความโกรธเกลียดพอใจไม่พอใจที่ในจิตนั้น

มันคือลูกหลานของกิเลสมารทั้งสิ้น

สันดานมารพวกนี้มันจะซุกซนไม่อยู่ในโอวาท

มันคือตัวการที่ทำให้จิตหยาบของท่านไม่สงบ

อาการไม่สงบของจิตคือทำให้จิตเกิดทุกข์ได้


ความโกรธเกลียดหรือรังเกียจที่เกิดขึ้น

เป็นตัวบ่งชี้ว่าท่านกำลังต้องการ #ดัดสันดาน

เพื่อจะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของแก่นแท้นั้น

ซึ่งท่านก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา

จะเข้าไปเสือกหรือก้าวก่ายกันดื้อๆไม่ได้

เมื่อเปลี่ยนแปลงตามใจของท่านไม่ได้ง่ายๆ

ท่านจึงต้องงัดเอาวิธีการใช้อำนาจเหนือมาใช้


ถ้าเป็นคนหรือสัตว์ที่เป็นสิ่งมีชีวิต

เมื่อถูกท่านบังคับข่มขืนจิตใจหรือทำการสมสู่

จนมีการได้เสียคือชอบใจไม่ชอบใจเกิดขึ้น

ฝ่ายที่ถูกบังคับข่มขืนเพื่อการสมสู่นั้น

จะมีทั้งที่พอใจและไม่พอใจตอบสนองท่านด้วย

กิเลสมารภายในจิตหยาบของพวกท่าน

จึงฟุ้งกระจุยกระจายเกิดขึ้นให้วุ่นวายไปหมด

โดยมีกิเลสในเวทนาขันธ์เป็นตัวก่อเหตุ

ตามด้วยตัณหาราคะอารมณ์ขยะในที่สุด


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า

คนที่ตอบสนองความต้องการสมสู่ของท่านช้า

ไม่ว่าเขาจะพอใจไม่พอใจจะยอมหรือไม่ยอม

ก็ถือว่าท่านโชคดีถ้ากรณีที่เขาคนนั้นไม่พอใจ

เพราะปัญหาในชีวิตทั้งเขาและท่านจะไม่เกิด

คงเกิดแต่เพียง “วิบากกรรมส่วนตน” เท่านั้น

อีกทั้งการเกี่ยวเวรเกี่ยวกรรมกันก็จะไม่มีด้วย

เพราะฝ่ายที่ถูกข่มขืนจิตใจในการสมสู่กันนั้น

ยังมิทันอาฆาตพยาบาทตอบสนองนั่นเอง


ท่านทั้งหลายยังต้องรู้ไว้อีกด้วยว่า

สันดานใครสันดานมันผู้นั้นต้องรับผิดชอบเอง

คนที่สันดานไม่ดีบางทีเขาก็อาจจะพอรู้ตัวอยู่

แต่ตัวเขาก็ยังไม่สามารถแก้ไขสันดานนั้นได้

เนื่องจากจิตวิญญาณแบกขนมาจากอดีตชาติ

เพื่อจะนำมาชำระแก้ไขกันต่อในภพชาตินี้ก็มี

หากท่านยอมอดทนอดกลั้นให้อภัยแก่เขาได้

เพียงแค่ทำตนเป็น #กระจกส่องเงา ให้เขารู้ว่า

ตัวเขากำลังแสดงออกหรือกระทำไม่ถูกต้องอยู่

ทำเท่านี้ท่านก็เกิดบุญกุศลจากทานบารมีแล้ว


เพราะมนุษย์เอาแต่หลงใหลในเงามายา

จึงสอบตกในเรื่องนี้กันมาตลอดหลายภพชาติ

จนเวียนว่ายตายเกิดผ่านวัฏสงสารนานเข้า

กิเลสก็ยิ่งหนาปัญญาก็จะยิ่งนิ่มอ่อนมากขึ้น

ทำให้จิตวิญญาณต้องล้มเหลวในการเป็นมนุษย์

ในแบบที่กล่าวสั้นๆว่า “เสียชาติเกิด” ตลอดมา

แม้จะหมั่นถือศีลกินเจปฏิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน

แต่ไม่อาจเยียวยาความโง่ง่ายงมงายของตนได้


ความล้มเหลวของการเป็นคนสองมิติก็คือ

การที่ท่านใช้กิเลสตัณหาพากันหมุนกรรมจักร

เพราะเข้าถึงความรักเพื่อให้มีจิตเมตตาต่อกัน

เพื่อหมุนธรรมจักรร่วมกันตามพันธสัญญาไม่ได้

จึงใช้ความรักทำให้โลกหมุนสร้างสมดุลไม่ได้

ช่วยยกระดับจิตหยาบแบบหมู่คณะกันก็ไม่ได้

จิตหยาบจึงอยู่ที่สี่มิติหรือ 4D มาจนถึงบัดนี้

หยุดอยู่ที่มิติเดิมไม่ได้เพิ่มเป็น 5-6D อีกเลย


ปัญหาสำคัญของพี่น้องชาวโลกก็คือ


1.มองข้ามผ่านเงามายาของสรรพสิ่งไม่ได้

2.นำเงามายาที่สัมผัสได้มาสร้างอัตตาที่ในจิต

เพื่อยึดมั่นถือมั่นมันเอาไว้อย่างแนบแน่น

ทั้งที่เงามายานั้นมันมิใช่อัตตาตัวตนที่แท้จริง


3.เมื่อไปหลงยึดติดมันเอาไว้เสียจนแน่น

พวกท่านจึงยากต่อการที่จะปล่อยวางมันลง

เมื่อยึดมั่นไม่ยอมปล่อยวางจิตท่านจึงไม่ว่าง

พลังจิตจึงตกต่ำความรักจึงได้ถดถอย

จนกลายเป็นคนปัญญาน้อยไปในที่สุด


ยิ่งใครเป็นผู้ใช้กิเลสนำหน้า

ไม่เคยฝึกการใช้ปัญญาเลย

หวังพึ่งสมถะกรรมฐานเพื่อดัดสันดานตนเอง

ไม่ยอมใช้สติปัญญาตามพระโอวาทที่เรากล่าว

ท่านก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น

ที่จัดได้ว่ากำลังมีอาการน่าเป็นห่วง!


กราบพระบาทพระบิดาทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

พระบุตรเอก

27/11/2568