24 มกราคม 2568

กฎหลักของจักรวาล

 


 พี่ๆน้อง ๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ทุกวันนี้คนทั้งโลกยังทำหน้าที่ “คน” กันเองอยู่

ทั้งต้องคนภายในตนเองให้มันเป็นหนึ่งเดียวกัน

คือสั่นสะเทือนจิตสามนึกให้เข้าถึงจิตวิญญาณ

แก่นแท้ของตนซึ่งสูงส่งกว่าให้สำเร็จให้จงได้

เพื่อน้อมนำความรักแท้จากพระเจ้าที่ถือติดตัวมา

ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเรียกรักนี้ว่า #เมตตาธรรม 

ออกมามอบให้แก่โลกและทุกสรรพสิ่ง


เพราะ “กฎหลักของจักรวาล”

คือการที่ทุกสิ่งจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น

เมื่อทุกสิ่งเข้าถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันได้แล้ว

ห้องทดลองใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงสร้างขึ้นนี้

จึงมีชื่อนามสั้นกระชับว่า เอกภพ นั่นแหละ


การที่ทุกสิ่งซึ่งมีอยู่จริงในห้องทดลองใหญ่นั้น

จะเข้าถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างมั่นคง

แต่ละสิ่งต้องใช้พลังงานความรักเป็นกาววิเศษ

ทำการยึดรั้งหรือเหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกันเอาไว้

ไม่ต่างจากการที่คนสองคนใช้มือคนละข้าง

ออกแรงยึดรั้งเพื่อกระทำต่อกันอย่างเต็มกำลัง

การที่คนทั้งสองจะแยกจากกันเป็นไปได้ยากยิ่ง


เราจึงกล่าวต่อท่านทั้งหลายเสมอมาว่า

ความรักแท้และบริสุทธิ์นั้นเอาไว้ใช้เหนี่ยวรั้ง

ความชิงชังนั้นคือการผลักไสกันให้ไกลห่าง

ถ้าโลกที่เป็นระบบใหญ่คือเอกภพไร้ซึ่งความรัก

เอกภพก็จักเสื่อมสลายไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

นี่คือคำตอบว่า “ทำไมทุกคนจึงต้องรักกัน”


ตัวพวกท่านแต่ละคน

กายสังขารภายนอกประกอบด้วยเซลล์นับล้าน

ถ้าทุกๆเซลล์มันไม่รักกันแล้วเหนี่ยวรั้งกันไว้

กายสังขารของท่านก็จะเป็นระบบเดียวกันมิได้

เมื่อมีการเติบโตแต่ละเซลล์ก็ต้องโตไปด้วยกัน

เซลล์ใดเซลล์หนึ่งจะเติบโตไม่เสมอกันไม่ได้

อย่างเช่นกรณีของเซลล์มะเร็งร้าย เป็นต้น


ภายในครอบครัวผัวเมียของท่านก็เช่นกัน

ต่างคนต่างถือบทละครชีวิตมาแสดงร่วมกัน

โดยมีทั้งบทดีและบทร้ายให้ทดสอบจิตสามนึก

เพื่อให้ทุกท่านสั่นสะเทือนจิตสามนึกด้านบวก

แบบ ถึงร้ายก็รัก ยิ่งดีก็ยิ่งรัก ตอบแทนกัน

ขันธ์ห้าก็จะเหนี่ยวรั้งเอาความรักจากพระเจ้า

ซึ่งจิตวิญญาณท่านแบกขนติดตัวมาเกิดด้วย

ออกมาค้ำจุนสมดุลโลกคือช่วยให้โลกหมุนได้


ดังนั้น

นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก

ที่พวกท่านแต่ละคนหมุนธรรมจักรไม่สำเร็จ

เพราะถูกผีโสโครกหลอกให้ทำดีด้วยกิเลส

หลอกให้ทำบุญสุนทานกันอย่างมีเงื่อนไข

ด้วยการทำบุญหรือทำดีแล้วหวังสิ่งตอบแทน

มิได้ทำบุญหรือทำดีด้วยจิตสามนึกที่แท้จริง


บุญกุศลที่ตนก่อขึ้นจึงเป็นพลังงานไม่บริสุทธิ์

เพราะมันกลายเป็นพลังงานกรรมส่วนบุคคลไป

จึงไม่เป็นสากลซึ่งโลกและใครก็เอาไปใช้มิได้


มนุษย์จึงใช้จิตตปัญญาที่ตนมีอยู่

ด้วยการสั่นสะเทือนจิตสามนึกได้ในระดับต่ำ

ลักษณะของการรักเพื่อเอาที่มีกิเลสแปดเปื้อน

จึงใช้ปัญญาของสมองซีกซ้ายได้แม้ไร้สติ

ที่เราเรียกว่า ใช้สตึปัญญา กันเท่านั้น


ที่เรียกว่า “สตึปัญญา” เพราะว่า

เป็นการรู้สึกนึกคิดด้านบวกต่อตนเองกับพวกตัว

โดยที่ไม่สนไม่แคร์ว่าสิ่งนั้นหรือวิธีการนั้นๆ

มันเป็นพฤติกรรมขยะที่ผู้อื่นไม่พึงประสงค์

ซึ่งเป็นการใช้สติอย่างไร้จิตสำนึกโดยแท้

ยังผลให้คนตนเองเพื่อเป็นมนุษย์กันไม่สำเร็จ

เพราะใช้ความรักด้วยปัญญาของสมองสองซีก

ในการดำเนินชีวิตประจำวันกันไม่ได้นั่นเอง


จิตสามนึกหรือจิตหยาบของคนส่วนใหญ่

จึงหยุดก้าวหน้าอยู่ที่สี่มิติหรือ 4D กันเท่านั้น

ท่านทั้งหลายจะกล่าวได้ว่าโลกมนุษย์ทุกวันนี้

เป็นโลกของคนพวก 4D แบบเหมาเข่งก็ได้

จงเลิกเชื่อกรรมกรแสงที่กล่าวตามผีโสโครก

ในเรื่องนี้ที่ถูกเอามาแต่งเป็นนวนิยายเพ้อเจ้อ

จะยิ่งทำให้พวกท่านเลอะเทอะไปกันใหญ่


ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม

ด้วยการหมุนธรรมจักรตามที่พระพุทธเจ้าสอน

โดยใช้ชีวิตแบบสัตว์สังคมไม่ปลีกวิเวกเข้าป่า

เพื่อทำให้สมการพลังงานจิตคือ Σβₓศักดิ์สิทธิ์

เพราะมีเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆมาร่วมหมุนได้ด้วย

อย่าทำตนแบบอยากไปสวรรค์นิรันดรคนเดียว

เพราะสวรรค์ที่ท่านจะส่งจิตวิญญาณไปถึงได้

ด้วยวิธีการเห็นแก่ตัวก็คือสวรรค์มายาเท่านั้น

ซึ่งเป็นนิพพานเทียมเท็จอีกต่างหาก


กราบพระบาทพระบิดาที่ทรงเมตตา

เอเมน สาธุ

ปัญญาวิสุทธิ์

20/01/2569