12 สิงหาคม 2558

ทำไมมนุษย์ต้องมีบททดสอบ




บททดสอบ คือ อะไร
ทำไมมนุษย์ต้องมีบททดสอบ


หลายท่านที่เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกเสรีนี้
จะมีบางสิ่งในชีวิตส่วนตัว
ที่เหมือนๆกันอยู่อย่างหนึ่ง
นั่นคือความรู้สึกเบื่อหน่าย....ท้อแท้

ที่เบื่อหน่ายท้อแท้ในชีวิต
ก็เพราะจิตใจมันไร้พลังที่จะต่อสู้
กับอุปสรรคปัญหาทั้งหลาย
ที่ต้องเผชิญกับมันอยู่อย่างจำเจซ้ำซาก

ทั้งปัญหาเรื่องงาน
ปัญหาทางสังคม ปัญหาครอบครัว
ปัญหาส่วนตัวและอื่นๆ

ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้
มันจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาในชีวิต
ให้ได้เผชิญกันอยู่มิได้ขาด

มีทั้งยากมีทั้งง่าย
มีทั้งไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย
มีทั้งปัญหาที่ตนเองเป็นผู้ก่อ
มีทั้งปัญหาที่ผู้อื่นหยิบยื่นมาให้

เมื่อได้เผชิญกับมันแล้ว 
จัดการมันแล้ว
ก็มีทั้งสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง
คละเคล้ากันไป

มนุษย์ทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า
คำว่า "ปัญหา" ที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้น
แท้จริงแล้วมันคือ "บททดสอบ" 
ของพวกท่านนั่นเอง
มนุษย์คนอื่นๆเขาก็มีปัญหา
เขาก็มีบททดสอบ
เช่นเดียวกับท่านด้วยกันทั้งสิ้น

ท่านจึงต้องไม่กลัวบททดสอบ
ท่านจึงต้องไม่รังเกียจบททดสอบ
ท่านจึงต้องไม่เบื่อหน่ายบททดสอบ
ท่านจึงต้องไม่ท้อแท้ที่จะเผชิญกับบททดสอบ


ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่า
การเผชิญหน้าเพื่อฟันฝ่าบททดสอบใดๆในชีวิตนั้น
มันเป็นหน้าที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนที่มิอาจเลี่ยง

ท่านคงยังจดจำที่เราเคยกล่าวไว้กันได้ว่า

จิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคนนั้น
เป็นผู้ขันอาสาเข้ามาเกิดเป็นคนบนโลกเสรีนี้
เพื่อทำหน้าที่ "คน" ตนเองให้เป็น "มนุษย์"

โดยต้องคนกายหยาบ จิตหยาบ และจิตวิญญาณ
ให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้สำเร็จให้จงได้
ซึ่งมนุษย์จะสามารถทำสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ
สามารถสั่นสะเทือน "จิตสำนึก" ของตน
ทางด้านบวกเท่านั้น

การสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกด้านบวก
หมายถึง การสั่นสะเทือนทางจิตใจ
ให้เกิดเป็นความรักเอาไว้ตลอดเวลา

รวมทั้ง หมายถึง 
การสั่นสะเทือนทางปัญญา คือ "การคิด"

คิดเพื่อเรียนรู้ให้ได้รู้
คิดเพื่อการตัดสินใจให้ถูกต้อง
คิดเพื่อการพิจารณาตอบสนองอย่างเหมาะสม
คิดเพื่อการสร้างสรรค์สิ่งดีๆในชีวิต
คิดเพื่อให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เป็นต้น

องค์จิตจักรวาล
ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ผู้ทรงให้โอกาสแก่พวกท่าน
เดินทางข้ามมิติมาสู่การเกิดเป็นมนุษย์
ยังโลกเสรีนี้นั้น

ทรงเล็งเห็นแล้วว่าหากจะให้ท่านทั้งหลาย
สั่นสะเทือนจิตใจให้เป็นความรัก
และสั่นสะเทือนสมองให้เกิดปัญญาขึ้นมาได้นั้น
ท่านทั้งหลายจึงต้องมี "เงื่อนไข" หรือ "ปัญหา"
เป็นเครื่องมือช่วยเหลือเพื่อเป็นบททดสอบให้

ด้วยเหตุนี้เอง
ในชีวิตประจำวันของพวกท่าน
จึงต้องมีสิ่งเหล่านี้เป็นสำคัญ คือ

1.มีคนใกล้ตัวและคนใกล้ชิด
คอยสร้างปัญหาให้ท่าน
ทั้งปัญหาทางร่างกาย 
ปัญหาทางสังคม ปัญหาการทำงาน
ปัญหาชีวิตที่ไม่ราบรื่น
และปัญหาทางจิตใจ

2.มีตัวท่านเองแต่ละคน
ที่จะคอยสร้างปัญหาให้แก่ผู้อื่น
ที่ท่านเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยในทุกรูปแบบ

3.มีเรื่องราว เหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆ
ทั้งดีและร้ายให้ท่านได้เผชิญกับมันเสมอ


ทั้งแบบที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า
ทั้งแบบที่เป็นปัญหาระยะยาว
ทั้งแบบที่เป็นปัญหาระยะสั้

การที่ท่านยังมีปัญหาในชีวิตค่อนข้างมาก
แสดงว่าท่านยังมีข้อสอบ
ในบททดสอบเหลืออยู่อีกมาก

ดังนั้น....
ในภพชาติสุดท้าย
ก่อนการปิดยุคพลังงานเก่านี้
ข้อสอบทั้งหมดของท่านที่ยังคงค้างคามาจากอดีต
จึงจำต้องถูกนำมาจัดวางตั้งกองไว้ตรงหน้า
เพื่อให้ท่านได้เร่งทำมันเสียให้ครบถ้วน

สาเหตุที่บททดสอบของท่านยังเหลืออยู่มาก
อาจเป็นเพราะว่าในภพชาติที่ผ่านๆมา
ท่านสอบตกในการทำข้อสอบเหล่านี้มาแล้ว
ภพชาตินี้ท่านจึงต้องเผชิญกับข้อสอบแบบเดิมนั้นอีก

การสอบตกแล้วต้องเรียนซ้ำชั้้นเพื่อสอบใหม่
จึงมิใช่เรื่องผิดแปลกแต่ประการใด


สาเหตุที่บททดสอบของท่านยังเหลืออีกมาก
ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้อีกเช่นกันก็คือ

ภพชาติที่ผ่านมาท่านอาจเป็นผู้ร้องขอไว้
เพื่อให้จิตวิญญาณของท่าน
ได้มีช่วงเวลาแห่งการ้พักผ่อนบ้าง
หลังตรากตรำทำข้อทดสอบรายวันกันจนอ่อนล้าแล้ว

ภพชาตินี้จึงต้องมารับผิดชอ
บททดสอบทั้งหลายที่ตกค้าง
จึงยังผลให้ชีวิตประจำวันของท่าน
กลายเป็นว่ามีปัญหาอยู่ท่วมตัว
ซึ่งมันมากเสียจนวันๆแทบไม่มีเวลาพักผ่อน
ในที่สุดความเบื่อหน่าย....
จึงเป็นผลบั้นปลายที่บังเกิดขึ้นให้ได้เผชิญในภพชาตินี้

นอกจากนั้น
หากท่านต้องพบเจอปัญหานั้นๆอยู่ซ้ำซาก
โดยที่ยังไม่สามารถจะข้ามผ่าน
หรือฟันฝ่ามันไปได้สักที
ชีวิตท่านยังต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่ดุจเดิมแล้ว
มีหรือที่ท่านจะมิบังเกิดความท้อแท้ตามมา

ทุกปัญหาในชีวิตประจำวันของท่านนั้น
มันล้วนเป็นเงื่อนไข
อยู่ในบททดสอบจิตสำนึกของท่านเอ
เพื่อให้ท่านสั่นสะเทือนทางจิตใจเป็นความรัก
เพื่อให้ท่านสั่นสะเทือนทางสมองเป็นความคิด
แทบจะทั้งสิ้นเลยทีเดียว

ท่านจะสังเกตได้ว่า.....
คนรอบข้างตัวท่านจนแม้แต่ตัวท่านเอง
ต่างจึงมีหน้าที่คอยสร้างปัญหาทางจิตใจต่อกัน
เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่ง "รัก" ให้ได้ 
"ให้อภัย" ให้เป็นด้วยกันทั้งสิ้น

ต่างจึงมีหน้าที่สร้างปัญหาทางสังคมต่อกัน
เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่ง "ต้องใช้ความคิด" ด้วยสมอง
เพื่อการตัดสินใจให้ถูกต้อง
ก่อนที่จะแสดงออกหรือกระทำ
พฤติกรรมใดๆตอบสนองเสมอ

เราจะกล่าวตามความจริงให้พวกท่านรู้
เพื่อยืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า
จงอย่าเที่ยวไปถือโทษโกรธเคืองใคร
ให้เป็นการเกี่ยวกรรมเกี่ยวเวรกันอยู่เลย
เพราะทุกคนต้องมีหน้าที่
เป็นเงื่อนไขหรือสร้างเงื่อนไข
ให้เกิดปัญหาทางจิตใจและสมองของกันและกัน
เพื่อการช่วยกันยกระดับจิตสำนึก
สู่การเป็นมนุษย์แห่งโลกเสร
ที่องอาจสง่างามโดยแท้

หาใช่การยียวนกวนประสาทกันและกัน
ดั่งการคิดแบบจิตมนุษย์แต่อย่างใดเลย
ทุกๆท่านล้วนเป็นทั้งครูผู้ยื่นบททดสอบให้กันและกัน
และยังเป็นผู้มีพระคุณของกันและกัน
อีกต่างหากด้วยสิ

รู้อย่างนี้แล้ว...
ยังจะโกรธเคืองขุ่นใจ
อีเวรนั่น....กับ ไอ้เวรนี่.....กันอยู่อีกมั้ย?


เอเมน....สาธุ......

ป.วิสุทธิปัญญา
12-08-2015